วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

"จอมทรนง"กร้าวปฏิวัติวงการทางเลือกเดียว สร้างงาน สร้างคน


เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา
ที่ห้องแถลงข่าวของบริษัททเว็นตี้จูน
จอมทรนง* ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง"2122 กูนี่แหละอัจฉริยะ" ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนที่มาพบอย่างตรงไปตรงมาตามเคยว่า...


"ผมจำเป็นต้องปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไทยอย่างเฉียบพลันทันใด ขืนชักช้าโอ้เอ้ต่อไป วงการภาพยนตร์ไทยจะเหลือแต่ชื่อ เหลือเพียงเรื่องราวเก่าแก่
ให้พูดถึงเท่านั้น เพราะในห้วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาวงการภาพยนตร์ไทยได้จมดิ่งลงสู่ก้นหลุมดำดักดานที่ผ่านการพัฒนาทั้งทางโครงสร้างวงการ และการพัฒนาบุคลากรในวงการให้มีทักษะความรู้ความสามารถในสาขาอาชีพอย่างมีหลักการและเป้าหมายในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมที่แท้จริง"


ที่ผ่านมาเราทำการสร้างสรรค์ภาพยนตร์อย่างสะเปะสะปะ ใครใคร่สร้างเรื่องอะไรก็สร้างกันไปตามใจชอบ โดยมีเป้าหมายเดิมๆที่อ้างกันมานาน 80 ปี สร้างความบันเทิงเพื่อความสุขของผู้ชมภาพยนตร์....ซึ่งในเวลาต่อมาการสร้างความสุข หรือการทำมาหากินในรูปแบบนี้มันได้กลายเป็นการมอมเมาสังคม การสร้างความบันเทิงแบบยัดเหยียดไม่สนสภาวะทางสังคม
ใดๆทั้งสิ้น จะสร้างเพื่อโกยเงินหาเงิน เพื่อทำมาหากินโดยตรงแบบตัวใครตัวมันมือใครยาวสาวได้สาวเอา และนั่นมันคือบทสรุปที่เจ็บปวดกลายเป็นความหายนะล่มจมของผู้คนในวงการ
ทำให้มีการสร้างงานน้อยลง และมีคนตกงานเพิ่มมากขึ้นถึง 80%


จอมทรนง* กล่าวว่า" ผมอยู่ในวงการนี้มานานมากกว่า 45 ปี ทั้งสร้างภาพยนตร์และสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์
ตลอดเวลาได้เก็บข้อมูลและหาข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรมมาอย่างเอาจริงเอาจังมานาน

สรุปในชั่วโมงนี้ต้องปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไทยสถานเดียว ต้องสร้างงาน ต้องสร้างคนให้โอกาสคนไม่ปิดกั้นให้คนที่จะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ต้องเป็นกลุ่มคนรวย กลุ่มคนหน้าสวยรูปร่างดีอีกต่อไป....คนทุกคนคือคน
คนขี้เหร่อัปลักษณ์ ผู้พิการทุพลภาพ
จะยากดีมีจนทุกคนก็สามารถเป็นนักแสดงที่ดีมีคุณภาพได้


ด้วยเหตุนี้บริษัททเว็นตี้จูนเอ็นเตอร์เทนเม้นต์...จึงประกาศกร้าวสร้างงานมหากาพย์ภาพยนตร์ 3 ภาค* เรื่อง 2122 อะมาเกดดอน วอร์ หรือชื่อไทย " กูนี่แหละอัจฉริยะ" โดยแต่ละภาคจะใช้งบสร้างมากกว่า 500 ล้านบาท และใช้ทีมงาน นักแสดงมากกว่า 5,000 คน ในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ดังกล่าว


เราเตรียมงานมา 2 ปีเต็ม
และจะทำการเปิดกล้องถ่ายทำในวันที่ 3 ตุลาคมนี้ และมีกำหนดปิดกล้องภาคแรกในเดือนธันวาคม 2570


นักแสดงและทีมงานที่สนใจจะเข้าร่วมงานยังมีตำแหน่งว่างอยู่อีกประมาณ 1,500 ตำแหน่ง สามารถยื่นการสมัครได้ที่บริษัท 20 จูนฯ ในวันเวลาราชการเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา : Active Learning–GPAS 5 Steps ต้องสร้างเด็ก “คิดเป็น” ก่อนใช้ AI คิดแทน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม กรีนเนอรี รีสอร์ท เขาใหญ่ (Greenery Resort Khao Yai) จังหวัดนครราชสีมา สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานประชุมสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 55 ขึ้นภายใต้หัวข้อ “6 ทศวรรษ กราวิสซิมุม เอธุกาชิโอนิส ความท้าทายและทิศทางในอนาคตของการศึกษาคาทอลิกในบริบทโลกสมัยใหม่” เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาในวาระครบรอบ 60 ปี ของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI และบริบททางสังคม เมื่อผู้บริหารการศึกษา นักวิชาการ และเครือข่ายโรงเรียนทั่วประเทศ ร่วมกันชี้ทิศทางว่า การศึกษาในโลกยุคใหม่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับ “กระบวนการคิด” ของผู้เรียนอย่างจริงจัง


 งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษ มอบนโยบายและทิศทางใหญ่ของการศึกษาไทย โดยเน้นย้ำถึงการเชื่อมพันธกิจของเครือข่ายการศึกษากับนโยบายประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้พร้อมรับมือกับโลกในอนาคต แม้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาลและสามารถช่วยมนุษย์ทำงานได้หลายด้าน แต่ AI ไม่สามารถแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะความสามารถในการคิด ตัดสินใจ คุณธรรม และความรับผิดชอบ พร้อมส่งสัญญาณสำคัญว่า “เราไม่ควรทำให้เด็กคิดน้อยลง แต่ต้องทำให้เด็กคิดเป็นมากขึ้น”
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังแสดงความชื่นชมต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งมีผลจากการนำไปใช้ในสถานศึกษาให้เห็นเป็นรูปธรรม และมองเห็นโอกาสในการต่อยอดและขยายผล โดยจะมีโมเดลโรงเรียนต้นแบบเพิ่มขึ้นในระยะต่อไปซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะ Active Learning กำลังถูกยกระดับจากคำที่อยู่ในนโยบายหรือแผนการสอน ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริงในทุกห้องเรียน” Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการให้เด็กทำกิจกรรม แบ่งกลุ่ม หรือลุกออกจากโต๊ะ แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ “สมองของผู้เรียนทำงาน” เด็กต้องได้ค้นหาข้อมูล คิด วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ ลงมือปฏิบัติ สื่อสาร และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้

ขณะที่เป้าหมายสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้ มุ่งเน้นว่าการศึกษาต้องไม่หยุดอยู่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน ทั้งสติปัญญา คุณธรรม จิตใจ จิตวิญญาณ ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและมีจริยธรรม เพื่อให้เยาวชนเติบโตไปเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่สังคม

บาทหลวงเอกรัตน์ หอมประทุม นายกสมาคมและเลขาธิการสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการสะท้อนเป้าหมายของการศึกษาไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องทำให้เด็ก “เข้าใจ คิดเป็น ทำเป็น และนำไปใช้เป็น” เพราะการศึกษาที่สมบูรณ์ไม่ควรจบลงเมื่อเด็กจำบทเรียนได้ แต่ต้องพัฒนาเด็กทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม จิตใจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยและสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เดินหน้าความร่วมมือเพื่อขยายการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งสร้าง “กระบวนการคิด” ให้ติดตัวเด็ก เพราะโลกในอนาคตอาจเปลี่ยนเทคโนโลยีอีกนับครั้ง แต่เด็กที่เรียนรู้เป็นจะสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้กล่าว
ย้ำถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า การศึกษาต้องก้าวจากการถ่ายทอดและท่องจำ ไปสู่การสร้าง “กระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้” ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน ให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบความจริงจากการสร้างความรู้ในแต่ละมิติ เพราะความจริงต้องเกิดขึ้นจากผู้เรียน ซึ่งจะกลายเป็นความรู้บันทึกอยู่ในความจำระยะยาวตลอดไป
การศึกษาคือชีวิต หลายคนคิดว่าจัดการศึกษา เพื่อนำไปใช้ในอนาคตแต่ความจริงการศึกษาคือชีวิตจริงในปัจจุบันที่ผู้เรียนต้องใช้ และนำวิธีการสร้างความรู้ไปใช้ออกแบบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกปัญหาและตลอดไป ครูจึงไม่ใช่คนที่ต้องมีคำตอบให้เด็กทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นคนออกแบบสถานการณ์ที่ทำให้เด็กได้ตั้งคำถาม ค้นหา วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือทำ และค้นพบคำตอบด้วยตัวเองนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่วงการศึกษาไทยต้องจับตามองเพราะในวันที่ AI สามารถตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที การศึกษาที่แข่งขันกันเพียงว่าใคร “รู้คำตอบ” มากกว่า อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสิ่งที่มีค่ามากขึ้นคือ คนที่รู้จักตั้งคำถาม รู้จักคิดกับข้อมูล รู้จักตรวจสอบคำตอบ และรู้ว่าจะนำความรู้ไปใช้อย่างไร ดังนั้น Active Learning จึงไม่ควรเป็นเพียงกระแส และ GPAS 5 Steps ไม่ควรเป็นเพียงชื่อที่อยู่ในแผนการจัดการเรียนรู้แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียนจริงลงไปถึงวิธีคิดของครู และสุดท้าย ต้องกลายเป็น “กระบวนการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต AI อาจเก่งขึ้นทุกวัน แต่ภารกิจของการศึกษาคือทำให้มนุษย์ไม่หยุดคิด และหากโมเดลโรงเรียนต้นแบบ Active Learning–GPAS 5 Steps กำลังจะขยายเพิ่มขึ้นจริง สิ่งที่วงการศึกษาควรจับตาจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “มีกี่โรงเรียน” แต่คือ โรงเรียนเหล่านั้นจะพิสูจน์ให้เห็นได้หรือไม่ว่า เราสามารถเปลี่ยนห้องเรียนจากพื้นที่ “จำคำตอบ” ให้กลายเป็นพื้นที่ “สร้างคนที่คิดเป็น” ได้จริง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงาน คือพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางการศึกษา ระหว่างสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย และ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps นำไปสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ช่วยพัฒนาผู้บริหาร ครู และนักเรียนให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

บรรยากาศตลอดการสัมมนาเต็มไปด้วยความคึกคักและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านการปาฐกถา การอภิปรายทางวิชาการ การแบ่งปันประสบการณ์ รวมถึงนิทรรศการนวัตกรรมทางการศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 565 ท่าน จาก 11 สังฆมณฑลทั่วประเทศ ประกอบด้วย พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชายหญิง ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงพลังความร่วมมือที่พร้อมจะขับเคลื่อนองค์ความรู้ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

5 นักหวดสาวซอฟท์เทนนิสทีมชาติไทย ชุดลุยศึกเอเชี่ยนเกมส์ที่เมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น ซ้อมเข้ม นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย หวังลุ้นเหรียญรางวัลฝากแฟนกีฬาชาวไทย



วันที่ 20 ส.ค.69 ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จ.ปทุมธานี นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายบรรลือชัย ผิวสานต์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย , นายสุรศักดิ์ นาคนาคา เลขาธิการสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ร่วมติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬาซอฟท์เทนนิสหญิงทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 20 ที่ เมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 ก.ย. - 4 ต.ค.69 


     โดยการแข่งขันซอฟท์เทนนิสในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ ประเทศญี่ปุ่น สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย คว้าโควต้าเข้าร่วมชิงชัย 2 เหรียญทองในประเภททีมหญิง และหญิงเดี่ยว โดยมีตารางการฝึกซ้อมเข้มเช้า-เย็น วันจันทร์ - วันศุกร์ วันละ 6 ชั่วโมง และช่วงเช้าวันเสาร์ บวกการเข้าฟิตเนสเช้าวันจันทร์และวันพุธ ซึ่งได้มีการเก็บตัวฝึกซ้อมที่สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จ.ปทุมธานี มาเป็นเวลา 5 เดือนและจะซ้อมให้ครบกำหนด 6 เดือนก่อนออกเดินทางไปเมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 16 ก.ย.69 สำหรับนักกีฬาและผู้ฝึกสอนซอฟท์เทนนิสทีมชาติไทย ชุดลุยศึกเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น ประกอบไปด้วย

- นักกีฬา
1.นางสาวธัญพิชชา สมสนิท (ประเภททีม)
2. นางสาวฌัชชา กล่อมกมล (ประเภททีม, หญิงเดี่ยว)
3.นางสาวอลิชา มายา ซีกเลอร์ (ประเภททีม , หญิงเดี่ยว)
4. นางสาวบัณฑิตา พึ่งประภา (ประเภททีม)
5.นางสาวแพรวา จงจิตร (ประเภททีม)

ทีมผู้ฝึกสอน
1. นายกวิน ญาณฤทธิ์ (หัวหน้าผู้ฝึกสอน)
2. Mr.Naoya Komoda
3. ว่าที่ ร.ต.สุรพงค์ พรมชา
4. นายธนดล วิสุทธิประภา
     นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความคาดหวังเหรียญรางวัลในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ว่า "ทางสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย มีการเตรียมนักกีฬามาเป็นเวลาพอสมควร เราเก็บตัวนักกีฬาชุดเอเชี่ยนเกมส์มาแล้ว 5 เดือนและจะฝึกซ้อมไปจนครบ 6 เดือน ซึ่งทางสมาคมฯมั่นใจว่านักกีฬาทุกคนจะมีความพร้อมเต็มที่ และมีลุ้นคว้าเหรียญทองแดงจากประเภททีมหญิงมาฝากแฟนกีฬาชาวไทย


     นายกวิน ญาณฤทธิ์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนซอฟท์เทนนิสทีมชาติไทย กล่าวถึงการฝึกซ้อมในช่วงนี้ของทีมนักหวดสาวไทยทั้ง 5 คนว่า "เราซ้อมกันหนักมาตลอด 5 เดือนเต็ม มั่นใจในศักยภาพของน้องๆทั้ง 5 คนทั้งด้านพลกำลัง , ความแข็งแกร่ง และความเร็วที่จะต่อสู้กับนักกีฬาจากทุกประเทศได้อย่างแน่นอน ส่วน นาโอยะ โคโมดะ ผู้ฝึกสอนชาวญี่ปุ่นให้คำแนะนำนักกีฬาทั้ง 5 คนเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่ญี่ปุ่นในช่วงเอเชี่ยนเกมส์ ที่ร้อนพอสมควรใกล้เคียงกับประเทศไทย


     ในขณะที่นักหวดซอฟท์เทนนิสสาวทีมชาติไทยทั้ง 5 คน ก็มีความมั่นใจหลังผ่านการซ้อมหนักมาตลอด 5 ดือนพร้อมขอกำลังใจจากแฟนกีฬาชาวไทย และครอบครัวซอฟท์เทนนิส ซึ่งพวกตนมุ่งมั่นที่จะคว้าเหรียญรางวัลกลับมาประเทศไทยให้ได้

CACF-Thailand 2026 เปิดเกมการค้าสองทาง จีนยกทัพบุกไทยกว่า 150 บูธ หา “คู่ค้า” ไทย พร้อมปั้นเถ้าแก่ใหม่ยุค AI Commerce


ไม่ใช่แค่ไทยไปหาของจีนมาขาย แต่ถึงเวลาถามกลับว่า “ของไทยจะไปจีนได้อย่างไร?” CACF-Thailand 2026 เปิดพื้นที่เชื่อมผู้ผลิตจีน–ผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาส Supply Chain ใหม่ พร้อม Thai Brand Zone, Xiaohongshu และเวทีธุรกิจ–AI ครบในงานเดียว
ภาพจำเดิมของการค้าจีน–ไทยอาจเป็นการที่ผู้ประกอบการไทยเดินทางไปจีนเพื่อหาโรงงาน หา Supplier หรือเลือกสินค้ามาขาย แต่ในปี 2026 ภาพนั้นกำลังถูกขยายให้ใหญ่กว่าเดิม
           
                                    
พาขวัญ เจียมจิโรจน์ ตัวแทนผู้จัดงาน CACF-Thailand 2026 CACF-Thailand 2026 กล่าวว่า งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ Hall EH101 ไบเทค บางนา รวบรวมผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากประเทศจีนกว่า 150 บูธ มาให้ภาคธุรกิจไทยได้พบปะ เจรจา ดูสินค้าจริง เปรียบเทียบสินค้า และค้นหา Partner ทางธุรกิจโดยตรง โดยไม่ต้องบินไปถึงประเทศจีน
แต่ปีนี้ CACF ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่คำว่า “หาของมาขาย”
โจทย์ใหญ่กว่าคือการทำให้งานกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามา “หาโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ” ตั้งแต่การหาสินค้า หา Supplier สร้างแบรนด์ พัฒนาสินค้าร่วมกัน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจใหม่ในจีน ไทย และอาเซียน
จีนมาไทย “มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง”
การยกทัพของผู้ผลิตจีนกว่า 150 บูธ ในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการนำสินค้าจีนเข้ามาหาตลาดไทย แต่ยังสะท้อนอีกมิติของความร่วมมือที่ต้องการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่ายการผลิตและ Supply Chain ที่กว้างขึ้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การมองว่า “จีนกำลังเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจของทั้งสองประเทศ มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง


ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามาพบผู้ผลิต หา Supplier เจรจาพัฒนาสินค้า สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงมองหาโอกาสใหม่ในการขยายตลาดไปยังอาเซียนและตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน CACF-Thailand 2026 ยังมี Thai Brand Zone เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ไทยเข้าร่วมกว่า30 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า แสดงศักยภาพ และสร้าง Connection กับเครือข่ายธุรกิจที่เข้ามาภายในงาน
ภาพของ CACF ในปีนี้จึงเริ่มขยับจากคำว่า “จีนผลิต–ไทยซื้อ” ไปสู่การเชื่อมจุดแข็งของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม
แล้วไทยจะรับของจีนมาขายอย่างเดียวหรือ?
“นี่อาจเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากอยากได้คำตอบ” พาขวัญกล่าวและว่า  

ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจกับจีน คนไทยมักนึกถึงการไปหาโรงงานจีน สั่งสินค้าจีนเข้ามาขาย หรือใช้โรงงานจีนผลิตสินค้าเพื่อนำกลับมาสร้างแบรนด์
แต่ถ้าการค้าไม่ได้เดินได้เพียงทางเดียว คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ
“ถ้าเรานำสินค้าจีนมาขายในไทยได้ แล้วเราจะนำสินค้าไทยไปขายให้คนจีนได้อย่างไร?”
นี่คือที่มาของแนวคิด “สลับทาง” อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 จากเดิมที่จีนถูกมองในฐานะแหล่งสินค้าและฐานการผลิต สู่การมองจีนในฐานะ “ตลาดสำหรับสินค้าไทย”
หนึ่งในช่องทางที่งานหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญคือ Xiaohongshu (เสี่ยวหงชู) แพลตฟอร์ม Social Commerce ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศจีน
ภายในงาน ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้โอกาสในการใช้ Xiaohongshu เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างการรับรู้ให้สินค้าไทย เข้าถึงผู้บริโภคจีน และทำความเข้าใจว่าตลาดจีนยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่ Content, Lifestyle, รีวิว และภาพลักษณ์ของแบรนด์ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์ไทยที่มีสินค้าอยู่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่กำลังมองหาตลาดใหม่ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจีน ก็สามารถเข้ามามองหาโอกาสจากพื้นที่นี้ได้
เพราะ CACF-Thailand 2026 ไม่ได้ต้องการให้ผู้ประกอบการกลับบ้านพร้อมคำตอบแค่ว่า
“จะซื้ออะไรจากจีนมาขาย?”
แต่ต้องการเปิดคำถามใหม่ว่า
“เรามีสินค้าไทยอะไร ที่พร้อมไปขายให้คนจีนและต่อยอดสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม?”
นี่คือการเปลี่ยนจากการค้า “ทางเดียว” ไปสู่ การค้าสองทาง และเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงธุรกิจจีน–ไทย–อาเซียนให้ใกล้กันมากขึ้น
ไม่ได้มาแค่ดูสินค้า แต่ได้ “วิชาทำธุรกิจ” กลับบ้าน


อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 คือเวทีสัมมนาภายใต้แนวคิด “เถ้าแก่ใหม่ ยุค AI Commerce”
เพราะการทำธุรกิจวันนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า “จะขายอะไร” แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า จะขายอย่างไรให้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และแข่งขันได้ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกด้าน
เนื้อหาสัมมนาจึงครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง การใช้ AI ลดงานซ้ำ การสร้างแบรนด์ การทำ Content, Affiliate, E-Commerce ไปจนถึงบัญชีและภาษี โดยมุ่งเน้นความรู้ที่ผู้ประกอบการสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้จริง
วันที่ 2 กันยายน พบกับหัวข้อ “ถอดสูตรลับ ‘เถ้าแก่รุ่นใหม่’ ตัวคนเดียวทำยังไง? ให้เสกกำไรหลักล้าน” โดย บูม–ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของเพจ “เมียสั่งให้ซื้อ” และ แน็ค–ศิวกร ปล้องใหม่ เจ้าของช่อง Nack Siwakorn พร้อมเจาะเรื่องภาษี E-Commerce กับ กิ๊–จุฑามาศ บำรุงยุติ “ภาษีเลอค่า” และแนวทางฝ่าทางตันสาย Affiliate กับ ส้ม–วริษฐา กิตติกุล
วันที่ 3 กันยายน เจาะการใช้ AI ทำงานจริงกับ Mini Workshop “สร้าง Skill ให้ AI รันงานซ้ำอัตโนมัติ ลดต้นทุนทันที 50%” โดย ปุ้ย–ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ CEO, HumanAI ก่อนต่อด้วย เปา–พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO iHAVECPU ในหัวข้อ “สลัดสูท CEO สู่ Brand Influencer ปั้นแฟน ปั่นยอด ปั๊มกำไร” ที่ชวนเจ้าของธุรกิจมองบทบาทของตัวเองใหม่ในฐานะพลังสำคัญของแบรนด์
วันที่ 4 กันยายน ปิดท้ายด้วย เก่ง–สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO & Founder Creative Talk และ RGB72 ในหัวข้อ “สร้างอาณาจักรหลังม่าน ปั้นแบรนด์ปัง แบบไม่ต้องออกหน้ากล้อง” และ เรย์–ดารัญชน์ ชื่อลือชา กับหัวข้อ “สูตรแฮกยอดขาย ปั๊มคลิปปักตะกร้าออโต้ 24 ชม.” เจาะการใช้ MarTech, AI และ Automation เพิ่มประสิทธิภาพการขายในโลก E-Commerce
เป้าหมายไม่ใช่แค่ “คนเดินงาน” แต่ต้องเกิด Business Opportunity จริง
“CACF-Thailand 2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 5,000–8,000 คน แต่เป้าหมายของผู้จัดไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนคนเดินงาน”
สิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่าคือ Business Opportunity ที่เกิดขึ้นจริงหลังผู้ประกอบการเดินออกจากงาน
อาจเป็น SME ที่เจอสินค้าตัวใหม่และนำไปสร้างรายได้ เจ้าของแบรนด์ที่พบ Supplier และต่อยอดเป็น Partner ระยะยาว ผู้ประกอบการที่ได้แนวคิดจากเวทีสัมมนากลับไปปรับธุรกิจ หรือแม้แต่แบรนด์ไทยที่เริ่มมองเห็นเส้นทางในการนำสินค้าของตัวเองเข้าสู่ตลาดจีน
เพราะในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ใครมีทุนมากที่สุด”
แต่อาจอยู่ที่ว่า
“ใครมองเห็นโอกาสก่อน และลงมือได้เร็วกว่า”
CACF-Thailand 2026 จึงตั้งใจเป็นพื้นที่ที่รวม สินค้า + Supplier + ความรู้ + Connection + AI Commerce ไว้ในงานเดียว เพื่อให้ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ SMEs พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไปจนถึงคนที่กำลังคิดอยากเริ่มต้นธุรกิจ สามารถกลับออกไปพร้อมกับ “โอกาสใหม่” อย่างน้อยหนึ่งอย่าง


CACF-Thailand 2026 – งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13
📅 2–4 กันยายน 2569
📍 Hall EH101 ไบเทค บางนา
ลงทะเบียนเข้างานฟรี! https://eventpassinsight.co/el/to/onlinecacf26
ไม่ต้องบินไปถึงจีน เพราะครั้งนี้โรงงานจีนกว่า 150 บูธ ยกมาเจอคุณถึงประเทศไทย


วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“ชาวไร่ยาเส้น” กังวล! กฎหมายแบนการซื้อบุหรี่ตามปีเกิด หวั่นนโยบายสวยหรูทำลายวิถีชนบท ชาวไร่–ร้านค้าต่างจังหวัดรับกรรม

สมาคมอนุรักษ์ยาเส้นพื้นเมืองไทย ตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิดกำหนดสิทธิในการซื้อบุหรี่และนิโคตินทุกประเภทโดยใช้ “ปีเกิด” เป็นเงื่อนไข ชี้อย่าออกนโยบายจากห้องแอร์ ต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในชนบท หวั่นซ้ำซ้อนกฎหมายเดิมในการกำหนดห้ามอายุผู้ซื้อต่ำกว่า 18 ปี แนะบังคับใช้กฎหมายเดิม พร้อมวอนรัฐเปิดเวทีรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องก่อนออกกฎหมายใหม่

นายภคิน วลโภคาศัย นายกสมาคมอนุรักษ์ยาเส้นพื้นเมืองไทย เผยว่า “มีความกังวลกับนโยบายกำหนดปีเกิดเพื่อห้ามซื้อบุหรี่รวมถึงยาเส้น และสินค้านิโคตินทุกประเภท (Nicotine-Free Generation) เพราะเป็นการสร้างภาระเพิ่มขึ้นให้กับร้านขายของชำเล็ก ๆ และประชาชนในชนบท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเกษตรกร ชาวนา และชาวไร่ที่ใช้ชีวิตและซื้อสินค้าจากร้านค้าในชุมชน การกำหนดขั้นตอนการแสดงเอกสารหรืออาจจะต้องมีเทคโนโลยีเพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี การยืนยันข้อมูลบัตรประชาชน และความรู้ด้านกฎหมายเหมือนในประชาชนในเมือง“ 

ผลกระทบที่สำคัญคือรายได้และความเป็นอยู่ของร้านค้าคนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการปลูกยาเส้นพื้นเมือง เป็นวิถีชีวิตของคนชนบทมายาวนาน ปัจจุบัน สมาคมอนุรักษ์ยาเส้นพื้นเมืองไทยมีสมาชิกเกษตรกร 3,750 คน ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ หนองคาย และน่าน โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ ในปี 2569 มีผู้ลงทะเบียนเพาะปลูกประมาณ 2,700 คน มีพื้นที่ปลูกไม่น้อยกว่า 28,000 ไร่ และมีมูลค่าการเพาะปลูกประมาณ 1,176 ล้านบาท หรือประมาณ 42,000 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ มูลค่าขึ้นอยู่กับราคายาเส้นในแต่ละปี 

“รัฐบาลพยายามบอกว่านโยบายนี้จะไม่ส่งผลกระทบชาวไร่ยาสูบและยาเส้น แต่ในความเป็นจริงเมื่อมีการกำหนดหรือสร้างความยุ่งยากในขั้นตอนการซื้อ ผู้บริโภคก็จะหันไปซื้อบุหรี่เถื่อนแทน ซึ่งตอนนี้กำลังเติบโตเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากราคาถูกพอๆ กับราคายาเส้น แต่ซื้อขายได้ง่าย สะดวกสบายกว่ามาก”

นายภคินกล่าวต่อว่า “ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีซื้อบุหรี่หรือยาสูบ ซึ่งก็มีความเข้มงวดเหมาะสมดีแล้ว หากรัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่”

สมาคมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลประเมินผลกระทบให้ครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบทอย่างจริงจังก่อนตัดสินใจเดินหน้ามาตรการใหม่ “รัฐบอกว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน แต่ที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยเห็นการเปิดเวทีให้ชาวไร่ ร้านค้า หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้แสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง " นายภคินกล่าว

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

"ฟอร์จูนทาวน์" ผนึกกำลัง R3 Autosphere ลุยบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี‘The Journey Begins’ ปลุกเศรษฐกิจ New CBD ไตรมาส 4


 17 สิงหาคม 2569, กรุงเทพฯ – ฟอร์จูนทาวน์ (Fortune Town) ศูนย์รวมไอทีและไลฟ์สไตล์ครบวงจรย่านรัชดา–พระราม 9 ภายใต้การบริหารของ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ประกาศความร่วมมือทางธุรกิจครั้งสำคัญกับ R3 Autosphere ผู้นำด้านยานยนต์ครบวงจร เดินหน้าสร้างพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยง Ecosystem ของทั้งสองธุรกิจเข้าด้วยกัน พร้อมเตรียมส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์สุดพิเศษผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกันในไตรมาส 4 ปี 2569 ยกระดับย่านรัชดา-พระราม 9 สู่การเป็นฮับแห่งพลังสร้างสรรค์และการเดินทางแห่งอนาคต
ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของทั้งสององค์กรเข้าร่วมประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ นำโดย คุณจักรพันธ์ ปิยะพฤกษพรรณ ผู้อำนวยการบริหาร CP LAND และคุณอณุวัฏ ดำริห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการส่วนงานเช่าและการตลาด CP LAND ในฐานะผู้บริหารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ พร้อมด้วย คุณเกียรติ ตั้งตรงศักดิ์, คุณวรวรรณ ตั้งตรงศักดิ์ และ คุณแวววรรณ ตั้งตรงศักดิ์ คณะผู้บริหารระดับสูงจาก R3 Autosphere ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
คุณจักรพันธ์ ปิยะพฤกษพรรณ ผู้บริหารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ เปิดเผยว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจร่วมกันในการผนึกกำลังเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้นำศูนย์การค้าด้านไอที-ไลฟ์สไตล์ และผู้นำตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ การผสานจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์จะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างปฏิสัมพันธ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคในยุคดิจิทัล โดยฟอร์จูนทาวน์พร้อมแล้วที่จะเปิดพื้นที่เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในไตรมาส 4 ปี 2569 ภายใต้แคมเปญใหญ่ ‘Fortune Town A Season of Wonder : The Journey Begins’ ซึ่งเราปักหมุดให้เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งมอบความสุข ความสนุกสนานในทุกมิติของการช้อปปิ้งและการเดินทางช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อในย่าน New CBD ให้กลับมาคึกคักอย่างเต็มรูปแบบ”
ทางด้านคุณเกียรติ ตั้งตรงศักดิ์ ผู้บริหาร R3 Autosphere กล่าวเสริมว่า “ในฐานะที่ R3 Autosphere เป็นผู้นำด้านยานยนต์ที่มุ่งมั่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางของผู้บริโภค การได้ร่วมมือกับทางฟอร์จูนทาวน์ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กด้านไอทีและไลฟ์สไตล์ใจกลางเมือง ถือเป็นก้าวสำคัญในเชิงการตลาดที่ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างตรงจุด แคมเปญ ‘The Journey Begins’ จะเป็นก้าวสำคัญที่เราจะมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเรามั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบความคุ้มค่าและประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่ไหนไม่ได้ให้กับลูกค้าของทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน”
สำหรับแคมเปญ “Fortune Town A Season of Wonder : The Journey Begins” มีกำหนดจัดขึ้น ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ที่พร้อมจะมอบสิทธิพิเศษ และกิจกรรมมากมายให้ร่วมสนุก ผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของ ฟอร์จูนทาวน์    
 

อัศจรรย์บุญหนุนนำ! ถวายฉัตรมงคล “วัดวังรีบุญเลิศ” ถูกหวย 2 งวดติด งวดนี้รับโชค 15 ใบ


นครศรีธรรมราช – เรื่องราวแห่งศรัทธาที่สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น เมื่อผู้มีจิตศรัทธา ทำบุญถวาย ฉัตรมงคล ณ วัดวังรีบุญเลิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนจะได้รับโชคจากสลากกินแบ่งรัฐบาลอีกครั้ง จนกลายเป็นเรื่องราวที่เจ้าตัวมองว่าเป็น “บุญหนุนนำ” ให้มีกำลังใจในการทำความดีต่อไป



โดยเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 2 งวดติดต่อกัน โดยในงวดก่อนหน้านี้ เจ้าตัวเผยว่าได้รับสลากมาจากการเดินทางด้วยรถเช่าจากสนามบิน เพื่อเดินทางไปปิดทองลูกนิมิตวัดวังรีบุญเลิศ และรับโชคถูกรางวัลได้ถึง 10 ใบ สร้างความประหลาดใจและดีใจเป็นอย่างมาก



กระทั่งในงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เจ้าตัวได้ทำบุญถวาย ฉัตรมงคล แด่วัดวังรีบุญเลิศ ก่อนจะมีโอกาสซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดใหญ่จากแม่ค้า ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า หลังออกจากร้าน แม่ค้าลอตเตอรี่ได้ทักและขอให้ช่วยซื้อสลากชุดใหญ่ จึงตัดสินใจรับไว้โดยไม่ได้ลังเล

ผลปรากฏว่าสลากที่ซื้อไว้ในงวดนี้ ถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว จำนวน 15 ใบ โดยผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดดังกล่าว เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 094 และ 937 สร้างความดีใจให้กับเจ้าตัวเป็นอย่างมาก และยิ่งทำให้รู้สึกถึงความศรัทธาและความตั้งใจในการทำบุญที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เจ้าตัวกล่าวถึงความรู้สึกว่า การถูกรางวัลติดต่อกัน 2 งวด โดยเฉพาะงวดล่าสุดหลังจากทำบุญถวายฉัตรมงคล ทำให้รู้สึกเป็นกำลังใจจากบุญที่ได้ทำไว้ และตั้งใจว่าจะเดินหน้าทำความดีและร่วมทำบุญต่อไป โดยมองว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นความเชื่อและประสบการณ์ส่วนบุคคล


ด้าน พระครูประจักษ์ธรรมวาที เจ้าอาวาสวัดวังรีบุญเลิศ เป็นพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่ดูแลกิจการภายในวัดและเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ โดยวัดวังรีบุญเลิศยังเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและความศรัทธาของชาวบ้านสืบต่อกันมา รวมถึงเรื่องราวของ พ่อท่านเลื่อน อดีตเจ้าอาวาสวัดวังรีบุญเลิศ ซึ่งเป็นที่เคารพของผู้ศรัทธา


นอกจากการทำบุญถวายฉัตรมงคลแล้ว ทางวัดยังขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมงานบุญใหญ่ประจำปี “งานกฐินวัดวังรีบุญเลิศ” ในวัน เสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมอนุโมทนาบุญและร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา


เรื่องราวดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวแห่งศรัทธาที่เจ้าตัวตั้งใจนำมาแบ่งปัน พร้อมฝากข้อคิดว่า ไม่ว่าผลแห่งความศรัทธาจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด สิ่งสำคัญคือการหมั่นทำความดี มีน้ำใจ และร่วมสร้างบุญกุศลอย่างต่อเนื่อง

“เชื่อในบุญที่ทำ และทำความดีต่อไปไม่สิ้นสุด”


#วัดวังรีบุญเลิศ #นครศรีธรรมราช #พระครูประจักษ์ธรรมวาที #พ่อท่านเลื่อน #ถวายฉัตรมงคล #ทำบุญ #กฐินวัดวังรีบุญเลิศ #ข่าววัด #ข่าวชาวบ้าน #บุญหนุนนำ

สมาคมผู้บริหารประถมฯ จับมือ พว. ดัน Active Learning สร้างเด็ก “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สร้างภูมิคุ้มกันลดความรุนแรง


เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่โรงเรียนราชวินิต สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งสร้างเด็กให้ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สามารถนำกระบวนการคิดไปใช้รับมือสถานการณ์จริง รวมถึงปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา


ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา” กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันแนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งสถานศึกษา สมาคมฯและภาคเอกชน ซึ่งความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นอีกกลไกในการพัฒนาผู้บริหารและครูให้เข้าใจ Active Learning และสามารถนำนโยบายลงสู่ห้องเรียนได้จริง โดยหัวใจของ Active Learning ไม่ใช่เพียงให้เด็ก “ลงมือทำ” แต่ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล และมองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด “Think Twice” หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ


เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ ขณะที่บทบาทของครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อพัฒนาเด็กให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจอย่างเหมาะสม
“อีกเป้าหมายสำคัญคือการต่อยอด Active Learning ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของนักเรียน ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงาน ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เชิงธุรกิจ หรือการจดสิทธิบัตรในอนาคต ทั้งนี้ หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะสร้าง นวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล”ดร.พิเชฐกล่าว 


ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย(สบท.)กล่าวว่า สมาคมฯ วางเป้าหมายการพัฒนาผู้บริหารไว้ 2 ด้านสำคัญ คือ “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” และ “การพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร” การจับมือกับ พว. จึงเป็นการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมถึงรับมือกับปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา นอกจากนี้สมาคมฯ ยังยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยจะพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทตั้งแต่ โรงเรียน ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ โดย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียน และจะขยายเครือข่ายทางวิชาการจากผู้บริหารลงไปสู่ครูและนักเรียน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลกับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ปรพล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือองค์ความรู้และนวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียน ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน จนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ซึ่งฝึกเด็กตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ นำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Self-Regulating) และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม “เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ” ดร.ปรพล กล่าวและว่า การป้องกันปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงต้องเชื่อมตั้งแต่ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำทางวิชาการ ครูที่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงเด็กที่ได้รับการฝึกให้คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ


ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า GPAS 5 Steps มีเป้าหมายพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงของผู้เรียน โดยผลจากโรงเรียนนำร่องพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการแสดงออกของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายผลผ่านเครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจะส่งต่อถึงครูและนักเรียน ทำให้เกิด “ห้องเรียนคุณภาพ” ที่พัฒนาเด็กทุกคนตามศักยภาพ ไม่แบ่งเด็กเพียงว่าเก่งหรือไม่เก่ง และไม่ประเมินผู้เรียนจากคะแนนสอบหรือความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการเป็นสำคัญ


ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

"จอมทรนง"กร้าวปฏิวัติวงการทางเลือกเดียว สร้างงาน สร้างคน

เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ห้องแถลงข่าวของบริษัททเว็นตี้จูน จอมทรนง* ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง"2122 กูนี่แหละอัจฉ...