วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สำนักสงฆ์พุปะห์หัง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล เจริญจิตตภาวนา ขอขมากรรม และเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569 โดยมี พระอาจารย์เอกธนัช อริยธัมโม เจ้าสำนักสงฆ์พุปะห์หัง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำพุทธศาสนิกชนประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาอย่างพร้อมเพรียง

สำนักสงฆ์พุปะห์หัง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล เจริญจิตตภาวนา ขอขมากรรม และเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569 โดยมี พระอาจารย์เอกธนัช อริยธัมโม เจ้าสำนักสงฆ์พุปะห์หัง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำพุทธศาสนิกชนประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสงบ อิ่มเอม และเปี่ยมด้วยแรงศรัทธา ท่ามกลางพุทธศาสนิกชน ศิษยานุศิษย์ และผู้มีจิตศรัทธานับพันคนจากหลายพื้นที่ ที่เดินทางมาร่วมสั่งสมบุญกุศลครั้งใหญ่ เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ การเจริญจิตตภาวนาเพื่อเสริมสร้างสติและความสงบภายในจิตใจ พิธีขอขมากรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ตลอดจนพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถในช่วงค่ำ ท่ามกลางแสงเทียนอันสว่างไสว สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาและความสามัคคีของพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานอย่างเนืองแน่น


นอกจากนี้ ภายในสำนักสงฆ์พุปะห์หังยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมะที่มีความงดงาม โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ภูเขา และบรรยากาศอันเงียบสงบ โดยมีจุดสักการะสำคัญหลายแห่ง อาทิ พระธาตุเจดีย์ พระพุทธรูปปางเปิดโลก องค์พญานาค และถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนต่างเดินทางมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต


อีกทั้งภายในพื้นที่ยังมีจุดมงคลตามความเชื่อให้ประชาชนได้ร่วมสักการะ ไม่ว่าจะเป็นการไหว้พระปางเปิดโลก ขอพรพญาวาสุกรี เปลี่ยนไข่สะเดาะเคราะห์ รวมถึงการฝากดวงต่อพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เดินทางมาปฏิบัติธรรมและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก


ผู้มีจิตศรัทธาที่สนใจร่วมทำบุญ สอบถามรายละเอียด หรือเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา สามารถติดต่อได้ที่ สำนักสงฆ์พุปะหังวงษ์ วนาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

โทรศัพท์ : 061-897-9915
Facebook : สำนักสงฆ์พุปะหังวงษ์ วนาราม
การเดินทาง : ค้นหาเส้นทาง “สำนักสงฆ์พุปะหัง ปากท่อ ราชบุรี” ผ่านแอปพลิเคชันนำทางได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ทั้งนี้ สำนักสงฆ์พุปะหังวงษ์ วนาราม ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน และเปิดต้อนรับประชาชน นักท่องเที่ยวสายบุญ และผู้แสวงหาความสงบทางจิตใจ ให้เข้ามากราบไหว้ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปฏิบัติธรรม และสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นงดงามท่ามกลางธรรมชาติของจังหวัดราชบุรีอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

บริษัท มหาสมบัติ ฟิล์ม โดย พิชัย น้อยรอด พีอาร์ภาพยนตร์เรื่อง “คาถา นะ-มะ-อะ-อุ” เปิดใจหลังภาพยนตร์ได้รับกระแสวิจารณ์บนโซเชียล ทั้งที่หลายคนยังไม่ได้รับชมจริง พร้อมอยากขอให้คนไทยช่วยสนับสนุนหนังไทย และเปิดใจให้โอกาสผลงานของคนไทยด้วยกัน

บริษัท มหาสมบัติ ฟิล์ม โดย พิชัย น้อยรอด พีอาร์ภาพยนตร์เรื่อง “คาถา นะ-มะ-อะ-อุ” เปิดใจหลังภาพยนตร์ได้รับกระแสวิจารณ์บนโซเชียล ทั้งที่หลายคนยังไม่ได้รับชมจริง พร้อมอยากขอให้คนไทยช่วยสนับสนุนหนังไทย และเปิดใจให้โอกาสผลงานของคนไทยด้วยกัน


พิชัย น้อยรอด กล่าวว่า ในฐานะคนทำงานอยู่ในวงการบันเทิงมานาน อยากให้ผู้ชมได้ลองเข้าไปพิสูจน์ด้วยตัวเองก่อนตัดสิน เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจสร้างออกมาเพื่อความบันเทิง ดูได้ทั้งครอบครัว มีทั้งความสนุก ตื่นเต้น ผจญภัย และแฝงข้อคิดว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”


“คาถา นะ-มะ-อะ-อุ” เป็นภาพยนตร์แนวครอบครัวแฟนตาซีแอดเวนเจอร์ เล่าเรื่องของเด็กซุกซนลูกเศรษฐี ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับหมู่บ้านลึกลับซึ่งเต็มไปด้วยมนต์ดำและอวิชา ก่อนจะต้องใช้คาถา “นะ-มะ-อะ-อุ” ต่อสู้กับพลังมืด การต่อสู้ครั้งนี้จะดุเดือดแค่ไหน และเด็กน้อยผู้มีจิตใจดีจะสามารถเอาชนะอธรรมได้หรือไม่ ต้องติดตามในโรงภาพยนตร์ภาพยนตร์นำแสดงโดย เต๋า เศรษฐพงศ์, แคนดี้ สุภาภัสสร์, ขวัญ กชชสร พร้อมด้วยนักแสดงเด็กมากฝีมือ กัปตัน ปัณณพัฒน์ รวมถึงนักแสดงตลกชื่อดัง โย่ง เชิญยิ้ม, จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม, เหยิน สกอร์เปี้ยน, นงค์ เชิญยิ้ม และนักแสดงอีกมากมาย กำกับภาพยนตร์โดย น็อต มนตร์มนัน

แม้ในโลกออนไลน์จะมีหลายกระแสวิจารณ์ แต่ทางทีมงานเผยว่า หลายความคิดเห็นมาจากบัญชีที่ไม่มีตัวตนชัดเจน และอยากให้ผู้ชมเปิดใจเข้ามารับชมจริงในโรงภาพยนตร์ เพราะเชื่อว่าหนังไทยยังต้องการกำลังใจจากคนไทยด้วยกัน

ภาพยนตร์เตรียมเข้าฉายในวันพุธที่ 3 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นวันมหามงคล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ภาพยนตร์เรื่องนี้

กิจกรรมพิเศษเปิดรอบฉาย • วันพุธที่ 3 มิถุนายน เวลา 14.00 น. พบโชว์เต้นและการแสดงก่อนเข้าชมภาพยนตร์ รอบฉายเวลา 15.00 น. ณ โรงภาพยนตร์โลตัส บางกะปิ

• วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน เวลา 15.00 น. พบโชว์พิเศษก่อนภาพยนตร์ รอบฉายเวลา 16.00 น. ณ โรงภาพยนตร์โลตัส บางกะปิ

• วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน รอบฉายเวลา 16.00 น. ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ พระราม 2

นอกจากนี้ยังมีรอบฉายในต่างจังหวัด อาทิ พิษณุโลก ตาก และนครปฐม ส่วนจังหวัดอื่น ๆ อยู่ระหว่างการกำหนดโปรแกรมฉายเพิ่มเติม

“อบต.บาโงย” ขับเคลื่อนทุกมิติรวมพลังสร้างชุมชนปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

“อบต.บาโงย” ขับเคลื่อนทุกมิติ
รวมพลังสร้างชุมชนปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน



 ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นหนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพที่พบได้อย่างต่อเนื่องในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งมักใช้การสูบบุหรี่เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดจากการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต ขณะเดียวกัน ยังพบแนวโน้มการเริ่มสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชนบางส่วน อันมีสาเหตุมาจากการได้รับอิทธิพลจากบุคคลใกล้ชิด ทั้งจากสมาชิกในครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ส่งผลให้การสูบบุหรี่กลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในบางบริบทของชุมชน
 ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุถึงสถานการณ์บุหรี่ในปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงน่าห่วงในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นมากในกลุ่มเยาวชน ข้อมูลล่าสุดปี 2567 พบผู้สูบบุหรี่ทุกชนิดอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 9.8 ล้านคน คิดเป็น 16.5% ของประชากร ในขณะที่ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564 และมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน 
 ที่ตำบลบาโงย อ.รามัน จ.ยะลา ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่มีการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในอัตราส่วนที่สูง ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบาโงยจึงเข้าร่วมขับเคลื่อนเป็น “อปท.ปลอดบุหรี่” ร่วมกับเครือข่าย อปท.ทั่วประเทศ ภายในการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. บูรณาการร่วมกันในการช่วยควบคุมการสูบบุหรี่ –บุหรี่ไฟฟ้า ที่เชื่อมร้อยภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น


 นางสาวต่วนกษมา กุโน กล่าวว่า จากบริบทและสถานการณ์การสูบบุหรี่ในพื้นที่ตำบลบาโงย พบว่าการสูบบุหรี่ยังคงแพร่หลายในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ผู้สูงอายุ วัยทำงาน เยาวชน ไปจนถึงเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น อาชีพกรีดยางพารา ซึ่งมีแนวโน้มการสูบบุหรี่ในระดับสูง สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย ดำเนินโครงการรณรงค์และมาตรการเชิงรุก เพื่อขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งสถานที่ราชการ โรงเรียน และพื้นที่ชุมชน เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่
 พื้นที่บาโงยมีกลไกการทำงานและเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง โดยอาศัยพลังการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนในชุมชน และมีการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การดูแลสุขภาพ และการช่วยเหลือผู้ต้องการเลิกบุหรี่
 หนึ่งในกลไกสำคัญคือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งทำหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสุขภาพ และจัดเก็บข้อมูลผู้สูบบุหรี่ในแต่ละครัวเรือน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และส่งต่อผู้ที่มีความประสงค์เลิกบุหรี่เข้าสู่กระบวนการบำบัดร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นอกจากนี้ อสม. ยังมีบทบาทสำคัญในการติดตาม ให้คำปรึกษา และทำหน้าที่เป็น “แรงบันดาลใจใกล้บ้าน” ที่ช่วยเสริมกำลังใจให้ผู้ต้องการเลิกบุหรี่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
 ส่วนผู้นำท้องถิ่นและผู้นำท้องที่ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย จัดกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ่านเวทีชุมชนและกิจกรรมระดับตำบล เพื่อสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทำหน้าที่ดูแลผู้สูบบุหรี่เข้าสู่กระบวนการบำบัดและติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเลิกบุหรี่
 สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย ได้ดำเนินโครงการร่วมกับสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยบรรจุไว้ในข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนห่างไกลจากบุหรี่และยาเสพติด ผ่านกิจกรรมอบรมให้ความรู้ โครงการ “เยาวชนต้นแบบปลอดบุหรี่” และการรณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลก รวมถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและเครือข่าย อปท. ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการควบคุมการบริโภคบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่
 “นอกจากนี้ อบต.ยังจัดกิจกรรม “อัลกอร์ (Al-Gore) ทำเป็นประจำทุกวันหลังละหมาด (เวลาประมาณ 15.00–16.00 น.) เพื่อให้ความรู้ทางศาสนาเกี่ยวกับโทษของบุหรี่และยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานชาย ผลลัพธ์คือปัจจุบัน ไม่มีพนักงานชายคนใดสูบบุหรี่ใน อบต. ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ชัดเจนและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อชุมชน” นางสาวต่วนกษมา กล่าว
 อบต.บาโงยจัดกิจกรรม “พบปะยามเช้า” เพื่อเปิดเวทีให้ผู้นำท้องที่และหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันคิด วางแผน และกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ปลอดบุหรี่ในตำบล โดยผลจากการระดมความคิดเห็นดังกล่าวได้นำไปสู่การจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพชุมชน” ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ในการสร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวต่วนกษมา กล่าวถึงเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่ “ตำบลต้นแบบปลอดบุหรี่” อย่างยั่งยืน โดยมุ่งดำเนินงานใน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่เดิมผ่านกระบวนการให้คำปรึกษา การบำบัด และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ควบคู่กับการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน รวมถึงการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
สมการใหม่: ลดปัจจัยเสี่ยง + ลดรายจ่าย = ยกระดับสุขภาวะ แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนงานชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเดินรณรงค์ห้ามสูบบุหรี่แบบเดิม ๆ แต่เป็นการมองภาพรวมเชิงระบบ ผ่านมุมมองที่ว่า การลดรายจ่ายจากปัจจัยเสี่ยงหลัก (บุหรี่ สุรา พนัน) คือจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้ฉายภาพให้เห็นถึง "ระบบนิเวศแห่งการขับเคลื่อนชุมชน" ว่า แกนนำตำบลต้องทำงานเชื่อมโยงกับใครบ้าง ตั้งแต่ ท้องถิ่นที่คอยสนับสนุนนโยบายและงบประมาณ, รพ.สต. ที่ขับเคลื่อนงานป้องกันโรค NCDs, ไปจนถึงหน่วยงานส่งเสริมอาชีพเกษตร หรือพอช. ที่เข้ามาหนุนเสริมรายได้ การทำงานร่วมกันเป็นใยแมงมุมนี้ จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ "สถิติผู้ป่วยลดลง รายจ่ายลดลง และเงินออมเพิ่มมากขึ้น"
 ฉะนั้นการขับเคลื่อนพื้นที่ปลอดบุหรี่ของ อบต.บาโงย สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของคนในชุมชนที่ร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ ผ่านการบูรณาการงานทั้งด้านสุขภาพ ศาสนา การศึกษา และการบริหารท้องถิ่นอย่างมีระบบและต่อเนื่อง จากความตั้งใจของทุกภาคส่วน ทำให้ตำบลบาโงยก้าวสู่การเป็น “ตำบลต้นแบบปลอดบุหรี่” ที่ไม่เพียงลดการสูบบุหรี่ในพื้นที่ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมใหม่แห่งสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นักวิชาการหนุนกรมสรรพสามิตเร่งปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียวหลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

นักวิชาการหนุนกรมสรรพสามิตเร่งปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียวหลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

ล่าสุดกรมสรรพสามิตได้เผยแพร่ข่าวเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างเสนอการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 
รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการอิสระ ซึ่งได้เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษางานวิจัยเรื่องภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของกรมสรรพสามิตเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 และได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรยาสูบพื้นที่จังหวัดสุโขทัย มีความเห็นว่า “รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะล่าสุดของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังที่จะปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่จาก 2 อัตราให้เป็นอัตราเดียวโดยเร็วที่สุด เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่มีการใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราในปี 2560 นั้นมีแต่ด้านลบ ไม่มีด้านบวกเลย โดยจากการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ตามมูลค่า 2 อัตรา ไม่มีประสิทธิภาพทั้งด้านรายได้และด้านสาธารณสุข แถมยังกระทบชาวไร่ยาสูบความบิดเบือนของกลไกราคาในตลาดที่ไปเร่งให้เกิดการแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้นในตลาดบุหรี่ราคาถูกอีกด้วย หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดว่าจะทำให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบมีการเติบโตติดลบ กระทบกับกลุ่มเกษตรกรยาสูบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
โครงสร้างภาษีอัตราเดียวเป็นแนวทางสากลที่ใช้กันมากที่สุดในโลก โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลกปี 2568 ชี้ว่ามี 147 ประเทศจากทั้งหมด 178 ประเทศ ที่ใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว ทั้งนี้ ทั้งองค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียต่างก็สนับสนุนโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีความเรียบง่ายและไม่กระตุ้นให้เกิดการลดราคาบุหรี่แข่งกัน ทำให้มีประสิทธิภาพทั้งในด้านสุขภาพและการสร้างรายได้รัฐ
โครงสร้างแบบอัตราเดียวนั้นไม่มีผลกระทบกับปัญหาบุหรี่เถื่อน เนื่องจากปัญหาบุหรี่เถื่อนนั้นไม่ใช่ผลของโครงสร้างภาษี หากแต่เป็นผลของระดับภาษีว่าสูงเกินไปกว่าสภาพเศรษฐกิจหรือไม่ เพียงใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการป้องกันและปราบปรามที่มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ถ้ากำหนดระดับภาษีให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ และปราบปรามการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด ควบคู่กันไปก็จะช่วยบรรเทาปัญหาบุหรี่เถื่อนลงได้ สำหรับประเทศไทยนั้นชัดเขนว่าบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการภาษี 2 อัตรา โดยเฉพาะหลังเดือนตุลาคม 2564 ที่มีการปรับนโยบายภาษีบุหรี่ครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นสูงจากการที่รัฐบาลยุคนั้นเลือกที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ภายใต้โครงสร้างบุหรี่แบบ 2 อัตราไว้จนเกิดขึ้นมาถึงปัจจุบัน”
รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจให้โครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว โดยไม่ควรรอรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาลจากภาษีบุหรี่สูญหายไปจำนวนมาก

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก จับมือร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออกและบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ชูแนวคิด “Play Stay Save” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงกีฬาช่วง Green Season ประเดิมสนามแรก

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก จับมือร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออกและบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ชูแนวคิด “Play Stay Save” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงกีฬาช่วง Green Season ประเดิมสนามแรก


วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา นครนายก
กรุงเทพฯ, 27 พฤษภาคม 2569 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก  นำโดย นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรผู้บริหารสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออก ได้แก่ นายธนบูรณ์ ชนะรัตน์โสภณ ผู้จัดการทั่วไป สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา, นายนิรันดร์ พิมพ์วงษ์ ผู้จัดการทั่วไป สนามกอล์ฟเซ้นต์แอนดรูว์ 2000, นายธนะสิทธิ์ ราชสิงห์ ผู้จัดการทั่วไป สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท และนางสาวณัฐนรี เบ้าพิมพา ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป สนามบางพระ กอล์ฟคลับ และบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด พร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และผู้แทนองค์กรผู้สนับสนุน จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมกอล์ฟยิ่งใหญ่แห่งปี “Color Of The East Golf Paradise 2026” สีสันตะวันออกกอล์ฟพาราไดซ์ อย่างเป็นทางการ ณ ห้องปาริชาติ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน ถนนพระราม 9  กรุงเทพฯ ชูแนวคิด “Play Stay Save” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ในช่วงนอกฤดูกาล ด้วยการจัดเต็มดีลสุดพิเศษและส่วนลดที่พักสุดคุ้ม เพื่อดึงดูดนักกอล์ฟและครอบครัวทั่วประเทศให้ร่วมปักหมุดเช็คอิน หวังสร้างรายได้หมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน


นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)      ในฐานะประธานการแถลงข่าว เปิดเผยว่า “ภูมิภาคภาคตะวันออกถือเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระดับสูง ด้วยความพร้อมด้านการคมนาคมที่สะดวกสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันในฐานะ 'World Class Golf Destination' ซึ่งเคยรองรับทัวร์นาเมนต์ระดับสากลมาแล้ว ททท. จึงเล็งเห็นโอกาสสำคัญในการใช้กีฬากอล์ฟเป็น 'แม่เหล็ก' ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการเดินทาง พร้อมสร้างหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือ Green Season ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์และทัศนียภาพของสนามกอล์ฟมีความงดงามเป็นพิเศษ“ ททท. จึงได้จับมือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการกระตุ้นตลาด และดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพให้เกิดการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ด้วยการชูกลยุทธ์  ‘PLAY STAY SAVE’ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักกอล์ฟและครอบครัวโดยเฉพาะ ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมนี้       คือการมอบความคุ้มค่าแบบ Value Return ภายใต้แนวคิด “สมัครแข่งขัน รับทันทีคูปองส่วนลดที่พัก 800 บาท” สำหรับใช้บริการโรงแรมรีสอร์ตที่เข้าร่วมโครงการ โดยกิจกรรมนี้จะจัดการแข่งขันใน 4 สนามกอล์ฟชั้นนำ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออก ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน 2569 เป้าหมายเพื่อเพิ่มการเดินทางท่องเที่ยวในช่วง Low Season กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการโรงแรม สนามกอล์ฟ และชุมชนอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
สำหรับความพร้อมของสนามแข่งขัน ผู้บริหารจากทั้ง 4 สนามชั้นนำระดับตำนานและสนามยอดนิยมของภาคตะวันออก ได้แก่ สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา, สนามกอล์ฟเซ้นต์แอนดรูว์ 2000, สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท และสนามบางพระ กอล์ฟคลับ ต่างผนึกกำลังยืนยันความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยได้ดึงจุดเด่นของสภาพสนามในช่วง Green Season ที่มีความชุ่มชื้นและท้าทายในทุกอุปสรรค มาผสานเข้ากับการเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการอย่างเต็มพิกัด เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่นักกอล์ฟไปจนถึงผู้ติดตาม ตอบโจทย์การพักผ่อนแบบครอบครัวตามคอนเซปต์ 'Play Stay Save' ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ภายในงานแถลงข่าวยังได้รับเกียรติจาก 3 อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ตัวแทนนักกอล์ฟ 3 ไลฟ์สไตล์ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์และตอกย้ำเสน่ห์ของการออกรอบในภาคตะวันออก นำโดย คุณปรัตถกร ดวงสว่าง (ปีเตอร์) นักแสดงหนุ่มที่สะท้อนความครบเครื่องของพื้นที่ ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สาย 'Work Hard, Play Hard' ได้อย่างลงตัว           คุณ วรันธร สมกิจรุ่งโรจน์ (พิชซี่) ผู้ประกาศข่าวและตัวแทนสปอร์ตเกิร์ล ที่มาร่วมปลุกกระแสชวนสาวๆ ร่วมประชันวงสวิงให้คึกคักรับ Green Season ปิดท้ายด้วย คุณธนาวุฒิ นุชตเวชวงศ์ (ตู่) ผู้ประกาศข่าวกีฬาและตัวแทนแฟมิลี่แมน ที่มายืนยันว่าแคมเปญ Play Stay Save คือความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ 'ท่องเที่ยวออกรอบครอบครัวสุขสันต์' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพื่อเป็นการสร้างสีสันให้กับการแข่งขัน โครงการฯ ได้รับเกียรติจาก ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการยานยนต์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านกีฬากอล์ฟ ร่วมสนับสนุนรางวัลในการแข่งขันทุกสนาม พร้อมกันนี้ โครงการยังได้รับการสนับสนุนรางวัลพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำมากมาย นำโดย รางวัล Hole in One ที่นอนเพื่อสุขภาพ Happiness Bedding Gen3 มูลค่า 149,000 บาท จากบริษัท พาวเวอร์ริช 2024 จำกัด พร้อมด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักกอล์ฟ มูลค่า 13,800 บาท จากโรงพยาบาลพระรามเก้า นอกจากนี้ ยังมีรางวัลนวัตกรรมอุปกรณ์กอล์ฟสุดล้ำให้ร่วมลุ้นรับกลับบ้าน อาทิ พัตเตอร์ 100dB SOUND PUTTER และเครื่องฝึกซ้อม Putt Simulator จากบริษัท โปรกอล์ฟ เอเชีย จำกัด 
กำหนดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ทั้ง 4 สนาม
สนามแรกวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569  สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ  รีสอร์ท แอนด์ สปา นครนายก 
สนามที่ 2 วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569  สนามเซ้นต์แอนดรูว์ 2000 ระยอง  
สนามที่ 3 วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ฉะเชิงเทรา  
สนามที่ 4 วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 สนามบางพระ กอล์ฟ คลับ ชลบุรี 
สำหรับนักกอล์ฟและผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Color Of The East Golf Paradise 2026”  

สามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขันและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 062-416-5965 และ 064-162-6888  Facebook Page : สีสันตะวันออก กอล์ฟพาราไดซ์ และ Line Official : @triple999

ฟัลครัม กรุ๊ป ไทย–จีน ผนึกกำลังจัดมหกรรมก่อสร้าง–โรงแรม–เฟอร์นิเจอร์ใหญ่แห่งปี ดันการค้าไทยสู่ตลาดอาเซียน

ฟัลครัม กรุ๊ป ไทย–จีน ผนึกกำลังจัดมหกรรมก่อสร้าง–โรงแรม–เฟอร์นิเจอร์ใหญ่แห่งปี ดันการค้าไทยสู่ตลาดอาเซียน


 คุณสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริหารบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และมิสเตอร์ เจียง จิว เหลียง ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศจีน) จำกัด ร่วมแถลงข่าวเชิญชวนเข้าร่วม "งานแสดงสินค้าและอุปกรณ์โรงแรม อุปกรณ์ในครัวกรุงเทพฯ 2569" จะเปิดมุมมองนวัตกรรมล้ำสมัย และเป็นอีกหนึ่ง
ย่างก้าวสำคัญเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจจีน


     วันที่ 27 พ.ค.69 ที่ ห้องเจมินี่ ชั้น 3 รร.มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ คุณสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริหารบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (ผู้เชี่ยวชาญคร่ำหวอดในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและนวัตกรรมที่อยู่อาศัย) และ มิสเตอร์ เจียง จิว เหลียง ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศจีน) จำกัดร่วมเป็นประธานในการแถลงข่าว "งานแสดงสินค้า และอุปกรณ์โรงแรม อุปกรณ์ครัว 2569" ในระหว่างวันที่ 3 - 5 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วยคุณวีรินทร์ สุรักทวี รองประธาน บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด , ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ที่ปรึกษา บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด , คุณสุพิชฌาย์ พัฒนพันธ์ ที่ปรึกษา บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด , มิสเตอร์ เกา หยวน ผู้จัดการ บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศจีน) จำกัด , มิสเตอร์ เซียว กั๋ว กัง ประธานสมาคมส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีนอาเซี่ยน


     คุณสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริหารบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า "งานแสดงสินค้า และอุปกรณ์โรงแรม อุปกรณ์ครัว 2569" ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของนักธุรกิจการสร้างบ้าน อาคารที่อยู่อาศัย คอนโดมีเนียม ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา สถาปนิก มัณฑนากร ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท และภาคบริการ รวมถึงนักลงทุนจากทุกภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดโอกาสสู่ตลาดระดับสากล

     บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนเชิญร่วมงาน“มหกรรมแสดงนวัตกรรมอุตสาหกรรมก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน และเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยแห่งอนาคต” ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออนาคตแห่งการก่อสร้าง” เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และเทคโนโลยี Smart Living อย่างครบวงจร โดยมีนวัตกรรมล้ำสมัยกว่า 1,500 โรงงานจากประเทศไทยและประเทศจีนเข้าร่วมในงานมหกรรมนี้
     เราเชื่อมั่นว่างานในครั้งนี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งโอกาส ที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ ทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน งานนี้ถือเป็นงานแรกที่นำเสนอรูปแบบการขยายตลาดต่างประเทศแบบครบวงจร ทั้งการส่งเสริมการค้าผ่านงานแสดง การเชื่อมโยงงานแสดงกับการค้า การดำเนินงานต่อเนื่องหลังจบงาน และการรวมกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อขยายตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ การรวมกลุ่มผู้แสดงสินค้า และการดำเนินงานระยะยาว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดได้ในต้นทุนต่ำ ความเสี่ยงน้อย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์จีนเข้าสู่ตลาดอาเซียนอย่างลึกซึ้ง

     ภายในงานแบ่งออกเป็น 7 โซนหลัก ได้แก่

* วัสดุตกแต่งอาคาร
* เฟอร์นิเจอร์
* อุปกรณ์โรงแรม
* อุปกรณ์ท่องเที่ยว
* พลังงานใหม่
* พื้นที่แสดงและซื้อขายอาคารพักอาศัย
* บ้านวิลล่าในประเทศไทย

คาดว่าจะมีผู้ประกอบการคุณภาพจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 400 บริษัท และมีผู้ซื้อและผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 20,000 คน

ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญมากมาย เช่น

* พิธีเปิดงาน
* สัมมนาความร่วมมือเศรษฐกิจและการค้าไทย–หูหนาน ปี 2026 ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมโยงหูหนานสู่โลก ร่วมมือสร้างชัยชนะร่วมกัน”
* สัมมนาด้านการออกแบบตกแต่งอาคารไทย–จีน
 * สัมมนาด้านการออกแบบโรงแรมไทย–จีน
* กิจกรรมแสดงและซื้อขายบ้านและวิลล่าในไทย
* การเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศ
* พิธีลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ

เพื่อสร้างผลลัพธ์ในรูปแบบ “จัดงานครั้งเดียว แต่สามารถขยายตลาดและสร้างฐานลูกค้าได้ระยะยาว” พร้อมช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ


สมาคมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย และหน่วยงานภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะเข้าร่วมจัดคณะผู้แทนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
     จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมในงานดังกล่าวระหว่างวันที่ 3 - 5 มิ.ย.2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องและเด็ดขาด “ดร.เอกนิติ” กับการปกป้องวินัยการเงินการคลังเพื่ออนาคตประเทศไทยในสภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจโลกและไทยต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องและเด็ดขาด “ดร.เอกนิติ” กับการปกป้องวินัยการเงินการคลังเพื่ออนาคตประเทศไทย
ในสภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจโลกและไทยต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง บทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปรียบเสมือนกัปตันเรือที่ต้องคอยคุมท้ายเสือไม่ให้ประเทศหลงทิศทาง การยืนยันแนวคิดอย่างหนักแน่นของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการเดินหน้าแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท พร้อมทั้งปฏิเสธแนวคิดการลดภาษีสรรพสามิต ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนถึงความกล้าหาญทางนโยบาย และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคนเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจที่พึงมี คือการเลือกทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่าสิ่งที่ “ถูกใจ”


เหตุผลสำคัญที่ต้องยอมรับในแนวคิดนี้ คือความจริงที่ว่าปัจจุบันประเทศไทยตกอยู่ในภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายรายได้อยู่แล้ว หากรัฐบาลยอมจำนนต่อแรงกดดันทางสังคมด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานรายได้ที่มั่นคงที่สุดของรัฐ คำถามสำคัญที่ต้องคิดคือวินัยการเงินการคลังของประเทศจะเดินไปทางใด และรัฐจะหาเงินจากไหนมาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำที่ผูกพันเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี การรักษารายได้ก้อนนี้ไว้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางการคลังไม่ให้ล่มสลาย

การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกู้เพื่อชดเชยความล้มเหลว หรือกู้มาเพื่อแจกจ่ายให้หมดไปชั่วคราว แต่เป็นการกู้เงินเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากหล่มวิกฤตพลังงานแบบเดิม ๆ ทุกวันนี้วิกฤตพลังงานสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนอย่างเด่นชัดว่าเราพึ่งพิงน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป เม็ดเงินกู้จำนวนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นแรงขับเคลื่อนสีเขียวเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ทั้งการอุดหนุนเทคโนโลยีทางเลือก ตลอดจนการยกระดับเศรษฐกิจใหม่หรือ New S-Curve ผ่านการพัฒนาทักษะให้แรงงานไทยพร้อมรองรับอุตสาหกรรมนวัตกรรมยุคใหม่ เป็นการกู้เพื่อสร้างอนาคตและเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยการเข้าเป็นสมาชิกจะช่วยทำให้ไทยมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและเปิดตลาดใหม่ให้กับประเทศ รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่แม้มีความพยายามโดยหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานดำเนินงานกันมาแล้วเป็นปี แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ เพราะการเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานของไทยในหลาย ๆ ด้าน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD เช่น การยกระดับและปฏิรูปกฎระเบียบให้ได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล การเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงประเทศสมาชิก หรือการได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการ ดังนั้น จึงถึงเป็นโอกาสดีที่จะมีการปรับปรุงการกฎระเบียบการประกอบธรุกิจและมาตรฐานการจัดเก็บภาษีการให้บริการของภาครัฐด้านต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD

หนึ่งในตัวเลขด้านการคลังที่อาจเอามาเปรียบเทียบสถานการณ์ด้านการคลังกับประเทศ OECD ได้คือสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ซึ่งบ่งบอกถึงศักยภาพของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อความท้าทายต่าง ๆ ข้อมูลจากรายงาน Revenue Statistic 2025 ของ OECD แสดงให้เห็นว่าในปี พ.ศ. 2567 ประเทศสมาชิกมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ค่อนข้างสูง โดยมีเดนมาร์ก เป็นอันดับ 1 พุ่งสูงถึงร้อยละ 45.2 ขณะที่ประเทศที่น้อยที่สุดอย่างเม็กซิโกยังอยู่ที่ร้อยละ 18.3 แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจการคลังระบุว่าเรามีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP เพียงร้อยละ 15 ในปี 67 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 14.9 ในปี 68 ซึ่งถือว่ายังห่างไกลจากมาตรฐานขั้นต่ำของ OECD อยู่มาก

ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลในยามวิกฤตนี้คือต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดึงสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ให้สูงขึ้น การรักษาฐานภาษีสรรพสามิตไว้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การลดภาษีเพื่อสร้างความพึงพอใจชั่วคราวแต่ต้องไปกู้เงินเพิ่มในระบบเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป เป็นทางออกที่ถูกใจหลาย ๆ คน ที่ยังหวาดกลัวต่อคำว่าเงินกู้ แต่ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในมุมของการบริหารวินัยการเงินการคลัง เช่นเดียวกับเรื่องเล็ก ๆ อย่างโครงการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่ทุกผู้ประกอบการค่ายรถจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้ไทยก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดที่มากขึ้นได้ รวมถึงการเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียว เพื่อแก้ปัญหารายได้สรรพสามิตที่ตกต่ำมาหลายปี และการบิดเบือนของกลไกราคาในตลาด รวมทั้งเป็นไปตามหลักสากลขององค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกที่ประเทศ OECD ทุกประเทศได้มีการนำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีบุหรี่ แม้การตัดสินใจเช่นนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ยังไม่ทราบว่าตนเองจะยังคงครองชัยชนะในตลาดที่หดตัวลงนี้อย่างไร แต่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับกรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังในเวลานี้ ที่ไม่ว่าจะโครงการเล็กหรือใหญ่ หากสามารถช่วยระดมรายได้เข้ามาประคับประคองและนำพาประเทศไทยสู่ระดับสากลได้ก็ควรจะเร่งทำให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดประตูบานใหญ่สู่อนาคตที่มั่นคงของเศรษฐกิจการคลังไทยอย่างแท้จริง

กสสท. เดินหน้าสร้างสะพานเศรษฐกิจใหม่ เสริมความร่วมมือการค้า การลงทุน และเครือข่ายระดับนานาชาติ

กสสท. เดินหน้าสร้างสะพานเศรษฐกิจใหม่ เสริมความร่วมมือการค้า การลงทุน และเครือข่ายระดับนานาชาติ


เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา งานประชุมธุรกิจระดับนานาชาติ “Navi Mumbai Global Business Summit 2026” ได้จัดขึ้น ณ โรงแรม The Park Hotel เมืองเบลาปูร์ รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย

ภายในงานได้รับเกียรติจาก Mr. Prashant Thakur เลขาธิการพรรค BJP แห่งรัฐมหาราษฏระ และสมาชิกสภานิติบัญญัติ (MLA) เข้าร่วมงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อผู้จัดงาน รวมถึงให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทยอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมงานคือ Mr. Nilesh Mhatre เลขาธิการทั่วไป พรรค BJP เมืองนาวีมุมไบ ซึ่งได้เข้าร่วมพบปะและหารือเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างอินเดียและประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนเครือข่ายภาคธุรกิจระหว่างสองประเทศในอนาคต

สำหรับคณะผู้แทนจากประเทศไทย มีสมาชิกจากสมาคมการค้า ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.) PEITA เข้าร่วมงานในฐานะตัวแทนภาคเอกชนไทย เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศให้เติบโตมากยิ่งขึ้น


คณะผู้แทนไทยนำโดย นายนรินทร์ ปิยะสัจจะเดช เลขาธิการสมาคมฯ พร้อมด้วย นายธราดล ทองเรือง ที่ปรึกษาสมาคมฯ อดีตอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์ไทย ประจำประเทศอินเดีย ซึ่งเข้าร่วมพบปะหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และโอกาสทางธุรกิจกับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากหลากหลายภาคส่วน

การดำเนินรายการภายในงานได้รับเกียรติจาก Mr. Chittaranjan Tembhekar ผู้ช่วยบรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ The Times of India (TOI) ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินเวทีเสวนาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนจากหลายประเทศอย่างเป็นทางการ

ภายในงานยังมีเวทีเสวนา การประชุมทางธุรกิจ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำธุรกิจ นักลงทุน นักข่าว และบุคคลสำคัญจากทั้งอินเดียและต่างประเทศ โดยในส่วนของประเทศไทยได้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วนเข้าร่วมบรรยายผ่านระบบประชุมออนไลน์ เพื่อสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในมิติด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และความมั่นคงระหว่างประเทศ

ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ได้กล่าวถึงบทบาทของประเทศอินเดียในฐานะหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center ที่สำคัญของโลก พร้อมเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียในการพัฒนา “Data Hub” หรือศูนย์กลางด้านข้อมูลและเทคโนโลยีในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน ดร.รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล ได้บรรยายถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า โดยไทยมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งทวีปแอฟริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการอินเดีย หากมีการขยายความร่วมมือทางการค้าร่วมกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก Dr.Omkar Hari Mali ผู้ก่อตั้งองค์กร Udyami Maharashtra นักสร้างแรงบันดาลใจ วิทยากร และผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเข้า–ส่งออกของประเทศอินเดีย เข้าร่วมบรรยายเกี่ยวกับแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศ พร้อมนำเสนอ “มุมมองใหม่ที่อินเดียควรมองประเทศไทย” โดยชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการอินเดียในอนาคต

ในส่วนของมิติด้านความมั่นคง พลโท ณฐพร จุลศักดิ์ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย ทั้งในด้านความร่วมมือทางการทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคงในระดับภูมิภาค ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงประเด็นด้านสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดย ดร.อรวรรณ พรจุลศักดิ์ นายกสมาคมสภาสันติภาพโลก ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความสงบสุข เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างยั่งยืนในอนาคต

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและอินเดียได้สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Networking) รวมถึงการเจรจาการค้าและการลงทุนในรูปแบบ B2B ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและขยายตลาดระหว่างสองประเทศในอนาคต

ผู้จัดงานหลัก ได้แก่ Vaibhav Sonthakke ผู้ก่อตั้ง U Business Meet ซึ่งได้ร่วมมือกับ นายประเสริฐ ปิยะสัจจะเดช นายกสมาคมการค้า ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.) PEITA ในการผลักดันเวทีความร่วมมือครั้งนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองฝ่าย ถือเป็นอีกหนึ่งนิมิตหมายสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต


ทั้งนี้ ทางสมาคมการค้า ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.) PEITA เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของภาคเอกชนไทยในการสร้างความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินเดีย พร้อมทั้งสะท้อนบทบาทของสมาคมฯ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนไทยที่ร่วมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดอินเดียและตลาดโลก

ในอนาคต สมาคมฯ เตรียมเดินหน้าจัดกิจกรรมความร่วมมือเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบการประชุมธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า (Business Matching) และกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย–อินเดียให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

KNOCKOUT เปิดตัว "แสนชัย" ยอดมวยไทยระดับตำนาน นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ดันแบรนด์เครื่องดื่มไทยสู่เวทีโลก ตั้งเป้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 500 ล้านบาท

KNOCKOUT เปิดตัว "แสนชัย" ยอดมวยไทยระดับตำนาน นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ดันแบรนด์เครื่องดื่มไทยสู่เวทีโลก ตั้งเป้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์
กว่า 500 ล้านบาท



เครื่องดื่ม KNOCKOUT สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการเครื่องดื่มไทยอีกครั้ง ด้วยการประกาศเปิดตัว "แสนชัย KING OF MUAY THAI " ยอดนักมวยไทยระดับตำนานที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เข้ามารับหน้าที่เป็น Presenter คนล่าสุด ตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง ความคล่องตัว และจิตวิญญาณของนักสู้ พร้อมตั้งเป้าขยายฐานตลาดสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว
กลยุทธ์การตลาดที่เน้น "พลังแห่งนักสู้"



เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ในงาน THAIFEX - Anuga Asia 2026 เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569 
โดยผู้บริหารจาก De Smit Food International และ JimjamThailand นำโดย คุณเออร์วิน เดอ สมิท (Mr. Erwin De Smit) CEO บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด “คุณวิชาดา เดอสมิท” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด คุณ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร CEO Jimjam Thailand คุณ อธิราช ชูเรือง Marketing Directer Jimjam Thailand คุณ เจี้ยบ ผกามาศ เกนหิรัญ ผู้บริหาร แสนชัยดีน่า ยิม และแขกผู้มีเกียรติที่มาเป็นสักขีพยาน และ พันธมิตรทางธุรกิจ
อาทิ Mr.Hans van den Born
Executive DirectorNetherlands-Thai Chamber of
Commerce , Mr. Iaro Razanakoto 
The Honorary Consulate of Madagascar 
นาย นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ 
นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ ร่วมเป็นพันธมิตรกระจายสินค้าผ่านTAXI ทั่วประเทศไทย,นาย ณรงค์ ปานนอก จากสำนักข่าว BCC 24 NEWS,นาย สุวิทย์ บุตรพริ้ง รองประธานสภาส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและวัฒนธรรมไทย-เอเชีย,พันเอก พลวัจน์ ทรัพย์ประเสริฐ โปรโมเตอร์เวทีลุมพินี คุณก่อเกียรติ พาณิชยารมย์ หรือเสี่ยโก้โปรโมเตอร์มวยโลก และผู้จัดการแข่งขันมวยชื่อดัง ร่วมแสดงความยินดี


การเลือกแสนชัยมาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของ KNOCKOUT ในฐานะเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาพลังงานและความสดชื่น โดยแสนชัยเปรียบเสมือนตัวแทนของความมุ่งมั่นและชัยชนะ ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจหลักของแบรนด์ที่ต้องการส่งต่อพลังให้แก่ผู้บริโภคในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นกีฬา หรือการใช้ชีวิตประจำวัน
มุ่งเป้าปักธงตลาดโลก

ด้วยชื่อเสียงและฐานแฟนคลับของแสนชัยที่มีอยู่ทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ KNOCKOUT ในการสื่อสารแบรนด์ให้เป็นที่จดจำในระดับอินเตอร์ โดยเตรียมจัดแคมเปญการตลาดเชิงรุก ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อ ณ จุดขาย และกิจกรรมที่จะพาแบรนด์ไปสัมผัสกับกลุ่มผู้บริโภคในต่างประเทศมากขึ้น

"แสนชัย ไม่ได้เป็นเพียงนักมวยที่เก่งกาจ แต่เขายังเป็นไอคอนที่มีพลังบวกและเป็นที่รักของแฟนหมัดมวยทั่วโลก การที่เขามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ KNOCKOUT จะช่วยให้เราเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเป็นแรงส่งสำคัญในการผลักดันให้ KNOCKOUT กลายเป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกนึกถึง โดยตั้งเป้ามูลค่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งในไทยและทั่วโลกไว้ที่ 500 ล้านบาท" “คุณวิชาดา เดอสมิท” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว 


ด้าน แสนชัยมวยไทยยิม แชมป์มวยขวัญใจชาวไทย ได้ฝากถึงแฟนคลับและคนไทย ว่าตนเองจะเป็นตัวแทนในการนำมวยไทยและเครื่องดื่มไทยไปเผยแพร่ในทุกประเทศที่เดินทางไปแข่งขัน


ขณะที่ คุณ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร CEO Jimjam Thailand ยังบอกอีกว่า เตรียมพบกับแคมเปญสุดพิเศษ
แฟนๆ และผู้บริโภคเตรียมพบกับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่แสนชัยจะมาโชว์ลีลาแม่ไม้มวยไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานกับความสดชื่นของ KNOCKOUT ซึ่งจะเริ่มออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศและผ่านช่องทางออนไลน์เร็วๆ นี้ พร้อมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจากแสนชัยอีกมากมาย
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ KNOCKOUT สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียหลักของทางแบรนด์ 
Facebook Knockout-Thailand


ภายในงานบูธ TT27 Hall11 ได้มีการลงนาม (MOU) ทางธุรกิจการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไทย ระหว่างผู้บริหารบริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ Mr. Iaro Razanakoto 
The Honorary Consulate of Madagascar 


#KNOCKOUT #THAIFEX2026 #DeSmitFood #JimjamThailand #แสนชัยมวยไทยยิม #เครื่องดื่มพลังงาน

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เจ็ทส์ ฟิตเนส ประเทศไทย คว้ารางวัลระดับโลกด้านอุตสาหกรรมสุขภาพ

เจ็ทส์ ฟิตเนส ประเทศไทย คว้ารางวัลระดับโลกด้านอุตสาหกรรมสุขภาพ


 Beyond Activ องค์กรด้านอุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลกที่จัดการประชุมใน 4 ทวีป มอบรางวัล Lifetime Achievement Award 2026 ให้แก่ Mike Lamb
รางวัลนี้มอบให้เพื่อยกย่องความทุ่มเทและความเป็นผู้นำของ Mike Lamb ในการผลักดันการเติบโตและพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เส้นทางของเขาครอบคลุมการก่อตั้ง Fitness First Thailand, Virgin Active Thailand และปัจจุบัน Jetts Fitness ทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 สาขาถือเป็นหนึ่งในรางวัลสูงสุดของวงการในเอเชีย ซึ่งมอบให้แก่ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและการออกกำลังกายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก


ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของ Mike Lamb ในฐานะผู้นำธุรกิจ แต่ยังตอกย้ำถึงศักยภาพที่เติบโตของไทยในฐานะหนึ่งในตลาดด้านสุขภาพที่กำลังมาแรงในเอเชีย
ภายใต้การนำของ Mike Lamb, Jetts Fitness Thailand เติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง พร้อมยกระดับมาตรฐานการออกกำลังกายสมัยใหม่และส่งมอบประสบการณ์ระดับสากลให้คนไทยได้เข้าถึงได้มากขึ้น
ปัจจุบัน Jetts Thailand มีมากกว่า 60 สาขาทั่วประเทศ และได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ด้านสุขภาพชั้นนำของอาเซียน ทั้งด้านมาตรฐานการบริการ นวัตกรรม และการสร้างชุมชนรักสุขภาพที่เข้มแข็ง


Mike Lamb กล่าวว่า รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย และความมุ่งมั่นของทีมงาน Jetts Fitness Thailand ทุกคน
รางวัลนี้ยังตอกย้ำถึงโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมสุขภาพในไทย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกระแสสำคัญด้านไลฟ์สไตล์และเศรษฐกิจของโลก

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจัดการแข่งขัน กอล์ฟการกุศล ณ สนาม RSU VISTA GOLF CAUSE ปทุมธานี หารายได้เพื่อพัฒนาวงการพืชสวนไทยและสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจัดการแข่งขัน กอล์ฟการกุศล ณ สนาม RSU VISTA GOLF CAUSE ปทุมธานี หารายได้เพื่อพัฒนาวงการพืชสวนไทยและสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม


เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อนำรายได้ไปดำเนินกิจกรรมของสมาคมในด้านต่างๆ อาทิ การสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกรกับสมาคม การช่วยเหลือกิจกรรมสังคม การจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรธานีและนครราชสีมา กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี การอบรมการผลิตพืชสวน ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักและผลไม้ต่างๆ รวมทั้งช่วยเหลืองานสาธารณประโยชน์อื่นๆ โดยได้รับความสนใจ มีผู้ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันอย่างคึกคัก โดยเสียค่าสมัครทีมละ 30,000 บาท 


รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ทางสมาคมฯได้จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อหารายได้ในการดำเนินกิจกรรมของสมาคมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
   

  นายกสมาคมพืชสวนฯกล่าวถึงการดำเนินงานต่อไปว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงและเป็นเรื่องเร่งด่วนในการแก้ปัญหา คือ ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะมะม่วง สิ่งที่สมาคมจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหา คือ การแปรรูปและหาตลาดใหม่ๆ เพราะขณะนี้ผลผลิตล้นตลาด ถ้าไม่ดำเนินการแก้ไขจะยิ่งทำให้สินค้าเกษตรตกต่ำยิ่งขึ้น
  “ สมาคมจะเข้าไปช่วยในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลไม้ การจัดกิจกรรมและนิทรรศการ
การเปิดตลาดใหม่ๆ นอกจากนี้จะต้องรักษาอาชีพเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ไว้ให้ได้ เพราะปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุมากขึ้น สมาคมพร้อมเข้าไปช่วย เปลี่ยนผ่านให้เกษตรกร ชาวสวนหันมาทำเกษตรแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ นำเซนเซอร์ โดรน และเอไอมาช่วยแบ่งเบา เพื่อให้การทำเกษตรเป็นเรื่อง ที่ง่ายและสะดวกกว่าเดิม ”



   ผู้สนใจสามารถติดต่อสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยได้ที่ 02-940-6578 และ 089-494-5172

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) มอบรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569 ดันเมืองแห่งศิลปะ 5 จังหวัด นำคุณค่าทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) มอบรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ
 ปี 2569 ดันเมืองแห่งศิลปะ 5 จังหวัด นำคุณค่าทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ


22 พฤษภาคม 2569 : กระทรวงวัฒนธรรม โดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัด “พิธีมอบรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569” โดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้ นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล โดยมี คณะกรรมการการพัฒนาศักยภาพเมืองแห่งศิลปะ ศิลปินศิลปาธร ผู้ได้รับรางวัล ร่วมงาน ณ ห้องออดิทอเรียม หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน กรุงเทพฯ 


ภายในงาน ได้มีการเสวนา หัวข้อ "ข้อเสนอโครงการกับการพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ" จากผู้แทนคณะกรรมการที่จะร่วมเสวนามี 2 ท่าน ได้แก่ นางลักขณา คุณาวิชยานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาทัศนศิลป์ และนายศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาภาพยนตร์ และนิทรรศการการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569 พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีการแสดงผลงานภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ “Phimai Inspire”


นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของศิลปินและเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ จึงเปิดรับสมัครข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569 โดยมีโครงการที่เข้าร่วมการประกวด จำนวนทั้งสิ้น 56 โครงการ ดังนี้

1. จังหวัดกระบี่ จำนวน 6 โครงการ
2. จังหวัดเชียงราย จำนวน 18 โครงการ
3. จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 12 โครงการ
4. จังหวัดแพร่ จำนวน 11 โครงการ
5. จังหวัดราชบุรี จำนวน 9 โครงการ

จากการพิจารณาข้อเสนอโครงการในรอบคัดเลือกและรอบตัดสินโดยคณะกรรมการการพัฒนาศักยภาพเมืองแห่งศิลปะ ซึ่งประกอบไปด้วย คณะผู้บริหารจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยสาขาต่าง ๆ และวัฒนธรรมจังหวัดจากพื้นที่เมืองแห่งศิลปะทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ประธานกรรมการ, นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย รองประธานกรรมการ และ กรรมการ ได้แก่  นางปรียา แก้วบำรุง วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่, นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, นางแสงเพชร ลำไธสง วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา, นางสาวทัศนีย์ ดอนเนตร์ วัฒนธรรมจังหวัดแพร่, นางสาวสุริสา นิลนารถ วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี, นายอรรฆย์ ฟองสมุทร, นายศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์, นางลักขณา คุณาวิชยานนท์, รองศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ อินทรชูโต, นายวรรณศักดิ์  ศิริหล้า, ผู้ช่วยศาสตราจารย์หัตถกาญจน์ อารีศิลป, นางกาญจนา ตุ้มกลีบ ผู้อำนวยการสถาบันศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย


ทั้งนี้ การคัดเลือกข้อเสนอโครงการได้มีหลักเกณฑ์อย่างรอบด้าน เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ความเป็นไปได้จริงในการดำเนินการและงบประมาณ และความยั่งยืนและการบริหารจัดการ จนได้ผลการตัดสินข้อเสนอโครงการที่ได้รับรางวัล ดังนี้ 
รางวัลยอดเยี่ยม จำนวน 1 รางวัล โครงการบ้านนอก: เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติในพื้นที่ชนบท 
(ระยะที่หนึ่ง) จังหวัดราชบุรี โดย นางพรพิไล มีมาลัย จะได้รับโล่เกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการ 900,000 บาท
รางวัลดีเด่น จำนวน 5 รางวัล จะได้รับโล่เกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการ 500,000 บาท ได้แก่
1. โครงการเทศกาลแอนิเมชันนานาชาติ ภูแล 2569 จังหวัดเชียงราย โดย นายรัฐ จำปามูล
2.   โครงการอาร์ตบุรี: นิทรรศการ Pop-up และแผนที่ศิลปะดิจิทัลย่านเมืองเก่าราชบุรี จังหวัดราชบุรี 
โดย นางสาวพัชณาพร วิมลสาระวงค์
3.   โครงการแพร่-บ้าน-บ้าน จังหวัดแพร่ 
โดย นางสาวสลันดา สิระสราญ
4.   โครงการพัฒนาต้นแบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจบนฐานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (KORAT ART-CUBATOR) 
จังหวัดนครราชสีมา โดย นายอานนท์ บุณยประเวศ
5.   โครงการยุคภยนต์ เมืองกระบี่ KRABI MOVING ERA จังหวัดกระบี่ โดย นายกฤษฎา กันณรงค์

รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล จะได้รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 2,000 บาท  ได้แก่
1. โครงการ พัฒนาศักยภาพชุมชนสู่เมืองแห่งศิลปะสร้างสรรค์อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ภายใต้แนวคิด 
LONG art model : เพื่อพัฒนาศิลปินร่วมสมัยจากทุนวัฒนธรรมสู่การสร้างอัตลักษณ์เมืองลอง 
โดยนายพรรษา ทาปัน
2. โครงการ (แพร่)งทาง พร่างพ(ราย) : โครงการศิลปะบนระเบียงสร้างสรรค์ แพร่-เชียงราย 
โดยนายอนุสรณ์  ธัญญะปาลิต 
3. โครงการ ทุกที่คือแกลเลอรี่ พัฒนาพื้นที่สาธารณะ ชุมชนและตลาดในจังหวัดเชียงรายให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะมีชีวิตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และส่งเสริมความเป็นเมืองศิลปะที่ยั่งยืน 
โดยนางสาวกีรติ  วุฒิสกุลชัย


โดยรางวัลยอดเยี่ยมและรางวัลดีเด่น จำนวน 6 โครงการนี้จะได้ดำเนินโครงการให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่เมืองแห่งศิลปะทั้ง 5 จังหวัด เพื่อนำคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละเมืองมาสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับคั่ง ปักหมุดวันประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคมนี้!

อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับ...