วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมการค้าภายในลุยจัดงาน “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ช่วยเกษตรกรและประชาชนลดค่าครองชีพ


กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับจังหวัดร้อยเอ็ด สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด จัดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุน การผลิต และลดค่าครองชีพให้แก่พี้องเกษตรกรในพื้นที่ ภายในงานได้นำปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่ายในราคาประหยัด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ผลิตภัณฑ์บำรุงดิน ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์ทางการเกษตรที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม อันจะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน โดยจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2569 ณ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ได้นำปุ๋ยมาจำหน่าย ปุ๋ยเคมี 10 สูตร ในราคาพิเศษ ได้แก่ สูตร 46-0-0, 30-0-0, 21-0-0, 16-20-0, 16-16-8, 23-0-0, 16-8-8, 15-15-15, 16-16-16, 15-7-18 โดยลดราคาสูงสุดกระสอบละ 300 บาท จำกัดสิทธิคนละไม่เกิน 5 กระสอบ ส่วนปุ๋ยสูตรอื่นลดราคากระสอบละ 20-50 บาท เฉพาะภายในงานเท่านั้น ผู้สนใจซื้อปุ๋ย อย่าลืมเตรียมทะเบียนเกษตรกร (สมุนเล่มเขียว) และบัตรประชาชน สำหรับเกษตรกรท่านไหนที่มีบัตรดินดี หนังสือรับรอง GAP หนังสือรับรองการเป็นสมาชิก ศดปช. จะได้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีคูปองส่วนลดเคมีเกษตร และการจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ อีกหลายรายการ ลดสูงสุด 50% และมอบคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ และเคมีเกษตร ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 2,100 บาท ต่อสมาชิกหนึ่งท่าน ซึ่งกิจกรรม “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรได้โดยตรงในช่วงฤดูกาลผลิตนี้

สำหรับกิจกรรมภายในงานนั้น ได้บูรณาการทำงานร่วมกับสนำนักงานเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ออกบูทตรวจสอบสิทธิ์และอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องเกษตรกรภายในงาน นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ที่จะมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการดิน การวางแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพดิน รวมถึงการใช้ปุ๋ยและสารอารักขาพืชอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการทำเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 
การจัดงานในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การลดภาระต้นทุนทั้งในภาคการเกษตรและภาคครัวเรือนไปพร้อมๆ กัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม


รองนายกฯ ส่งทนายแจ้งความจับเจ้าของคลิปเสียงพาดพิงสอบทุจริตท้องถิ่น เอี่ยวสอบทุจริตท้องถิ่นทำเสียหายร้ายแรง

รองนายกฯ ส่งทนายแจ้งความจับเจ้าของคลิปเสียงพาดพิงสอบทุจริตท้องถิ่น เอี่ยวสอบทุจริตท้องถิ่นทำเสียหายร้ายแรง 

วันที่ 30 มิ.ย.2569 เวลา 09.55 น. : นายทิวา การกระสัง ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนา ซึ่งมีการพาดพิงว่านายทรงศักดิ์ฯ เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น

นายทิวาฯ เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ฯได้รับคลิปเสียงดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีการเอ่ยถึงชื่อนายทรงศักดิ์ฯ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ช.,สำนักงาน ป.ป.ท.,สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานอื่นๆ ให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจมีความผิดปกติ

นายทิวาฯ ระบุว่า ในช่วงเวลานั้น กระบวนการจัดสอบอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมหาวิทยาลัย 2 แห่งเข้าร่วมเสนอราคา ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จะเสนอราคาต่ำกว่า แต่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามขั้นตอน และกรมบัญชีกลางมีความเห็นให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือซื้อขายข้อสอบตามที่ถูกกล่าวอ้าง อีกทั้งในขณะนั้น แม้จะมีคลิปเสียง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกรับหรือรับเงิน จึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ต่อมา ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านเพจ “บังแจ็ค” ซึ่งมีการเอ่ยชื่อนายทรงศักดิ์ฯ อย่างชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า มีโควตาผู้สอบจากคนใกล้ชิดจำนวน 1,500 อัตรา โดยผู้เข้าสอบต้องจ่ายเงินอัตราละ 350,000 บาท ให้หน่วยงานที่จัดสอบและนายทรงศักดิ์ฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของรองนายกรัฐมนตรีอย่างร้ายแรง

นายทิวาฯ กล่าวว่า จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกิจ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวว่าเป็นเจ้าของเสียงในคลิป รวมถึงผู้เผยแพร่คลิปผ่านเพจ “บังแจ็ค” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นายทิวาฯ ยังระบุว่า เชื่อว่าคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาทำลายกระบวนการประมูล เนื่องจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่ได้รับประโยชน์ อีกทั้งยังมุ่งสร้างความเสียหายต่อนายทรงศักดิ์ฯ และพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่นายทรงศักดิ์ฯ ไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 2 คนมาก่อน

พร้อมย้ำว่า การแจ้งความครั้งนี้ต้องการให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ปากคำ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจึงมีการกล่าวอ้างเช่นนี้ และมีหลักฐานใดที่เชื่อมโยงนายทรงศักดิ์ฯ หรือไม่

นายทิวาฯ กล่าวด้วยว่า หากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นความจริง จะมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งผู้เรียกรับเงิน ผู้จ่ายเงิน และผู้เข้าสอบ ซึ่งอาจมีจำนวนรวมหลายหมื่นคน ดังนั้น จึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ และจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

สำหรับ น.ส.ส้มฯ และนายกิจฯ ปัจจุบันทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเคยเข้าพบคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวมาก่อน นายทิวาฯ เชื่อว่าหากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ทั้งสองจะเข้ามาให้ปากคำ ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ และจะพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ

พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ


กรุงเทพมหานคร : เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องชุดภายในโครงการคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท 40 ตามคำร้องของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี หลังเข้าแจ้งความว่าพบอุปกรณ์ที่ติดตั้งประจำห้องหลายรายการถูกถอดและขนย้ายออกไป



การเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสภาพสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบร่องรอยการรื้อถอน การตัดสายไฟ การตัดท่อน้ำยาเครื่องปรับอากาศ ร่องรอยการถอดอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่กับห้อง ตลอดจนบันทึกสภาพความเสียหายทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีและเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย


ก่อนหน้านี้ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โดยระบุว่าภายหลังได้รับสิทธิในห้องชุดจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และเข้าตรวจรับห้อง พบว่าอุปกรณ์สำคัญที่ติดตั้งใช้งานประจำกับห้องได้สูญหายหลายรายการ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง เครื่องทำน้ำอุ่น เตาแม่เหล็กไฟฟ้าแบบบิลต์อิน เครื่องดูดควัน ม่านจีบ กระจกกั้นห้องอาบน้ำ สายไฟ ท่อน้ำยาแอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ รวมถึงทรัพย์สินที่อาจตรวจพบเพิ่มเติมจากการตรวจสอบ


ผู้เสียหายระบุว่า ได้ร้องขอให้พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ร่องรอยการรื้อถอนและรวบรวมพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงขอให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด บันทึกการเข้าออกอาคาร รายชื่อผู้รับเหมา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ติดตามเส้นทางของทรัพย์สินและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนย้ายทรัพย์ดังกล่าว

ทั้งนี้ คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งผลการตรวจจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาของพนักงานสอบสวน หากพบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมาย จะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

เบดร็อค อนาไลติกส์ ปักหมุดหาดใหญ่ จัดเวทีสัมมนาชู 'เทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ' ติดอาวุธท้องถิ่นรับมือวิกฤติภัยธรรมชาติครบวงจร

เบดร็อค อนาไลติกส์ ปักหมุดหาดใหญ่ จัดเวทีสัมมนาชู 'เทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ' ติดอาวุธท้องถิ่นรับมือวิกฤติภัยธรรมชาติครบวงจร


ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นในทุก ๆ ปี นับเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมรับมือและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด หรือ เบดร็อค อนาไลติกส์ (Bedrock Analytics) ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการข้อมูลประกอบกับการให้บริการแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location Intelligence) หนึ่งในกลุ่ม บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี (ARV) ได้เดินหน้าจัดงานสัมมนาใหญ่ในหัวข้อ "สร้างท้องถิ่นที่พร้อมรับมือทุกภัยพิบัติด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี" ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เพิ่งประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา



การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระดับนโยบาย พร้อมทั้งถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม

เวทีสัมมนาครั้งนี้ อัดแน่นด้วยเนื้อหา 4 หัวข้อหลัก ที่ไล่เรียงมิติการบริหารจัดการตั้งแต่ภาพใหญ่ ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการ

เริ่มต้นจากการเจาะลึกแนวคิดการออกแบบเมืองยืดหยุ่น (Resilient City) เพื่อหาทางรอดให้ท้องถิ่น โดย รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การปรับวิธีคิด (Mindset) สู่การรับมืออย่างยั่งยืน โดย ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงของเทศบาลนครยะลา โดยคุณพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา และปิดท้ายด้วยการนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการภัยพิบัติ จาก เบดร็อค อนาไลติกส์ โดย คุณสมพัสตร์ สุวพิศ และ ดร.จักรพันธ์ จุลละโพธิ


คุณสมพัสตร์ สุวพิศ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด เปิดเผยว่า "ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและการบูรณาการข้อมูล ส่งผลให้การรับมือภัยพิบัติ สามารถทำได้เพียงรอตั้งรับเท่านั้น เบดร็อค อนาไลติกส์ จึงพัฒนา 'Disaster Management Platform' หรือ โซลูชันบริหาร จัดการภัยพิบัติอัจฉริยะแบบครบวงจรสำหรับท้องถิ่น เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว โดยบูรณาการเทคโนโลยีศูนย์บัญชาการ (War Room) อุปกรณ์ไอโอที (IoT) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เข้าด้วยกัน ช่วยให้ผู้นำท้องถิ่นประเมินภาพรวมของวิกฤตได้ล่วงหน้า ตลอดจนตัดสินใจรับมือสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ"


จุดเด่นของ 'Disaster Management Platform' โซลูชันบริหารจัดการภัยพิบัติอัจฉริยะครบวงจรสำหรับท้องถิ่น คือการออกแบบระบบที่ครอบคลุมการรับมือภัยพิบัติในทุกมิติ ได้แก่

● คาดการณ์และวางแผนรับมือก่อนเกิดเหตุ: ระบบจะรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์เซนเซอร์ IoT และกล้องวงจรปิด (CCTV) มาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพื่อคาดการณ์ทิศทางของ มวลน้ำได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนภัยที่สามารถส่งข้อความแจ้งสถานการณ์ตรงถึงประชาชน ในพื้นที่เสี่ยงผ่านทาง SMS และ LINE OA ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
● ระยะรับมือและป้องกันขณะเกิดภัยพิบัติ: ระบบจะประมวลผลหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด เพื่อจัดส่งทีมแพทย์และกระจายทรัพยากรเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตลอดจนผู้ป่วยติดเตียง พร้อมทั้งเฝ้าระวังระดับน้ำ ซึ่งสามารถสั่งการทำงานของเครื่องสูบน้ำหรือเปิดปิดประตูระบายน้ำได้ทันที
● ระยะฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ: ระบบจะช่วยวางแผนจัดสรรทรัพยากรเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างแม่นยำ พร้อมแสดงข้อมูลสรุปความเสียหายทั้งต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานผ่านหน้าจอแสดงผล (Dashboard) เพื่อเป็นแนวทางประกอบการฟื้นฟูพื้นที่ ตลอดจนนำข้อมูลทั้งหมดมาถอดบทเรียนเพื่อยกระดับแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต
ทั้งนี้ภายในงานสัมมนาดังกล่าว เบดร็อค อนาไลติกส์ ยังได้จัดเตรียมบูธสาธิตเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสการทำงานจริงของ Disaster Management Platform อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอกย้ำถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนการทำงานของท้องถิ่นยุคใหม่  

โดย ดร.จักรพันธ์ จุลละโพธิ ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า "เป้าหมายสูงสุดของเราคือการยกระดับการทำงานของท้องถิ่น จากการตั้งรับสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อรับมือกับวิกฤตธรรมชาติที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น Digital twin ที่ควบรวมเทคโนโลยี ข้อมูล และแบบจำลองเข้าด้วยกัน จะนำไปสู่การสร้างระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ที่เป็นรากฐานสำคัญในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ตลอดจนฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน"


สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่สนใจยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ เบดร็อค อนาไลติกส์ ได้ที่ https://bedrockanalytics.ai/th#contact-us

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ร่วมกันเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไต้หวัน–ไทย เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไต้หวันขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ร่วมกันเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไต้หวัน–ไทย เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไต้หวันขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน


เพื่อสนับสนุนและผลักดันการขยายตัวของอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพของไต้หวันเข้าสู่ตลาดสากล ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (Metal Industries Research & Development Centre, MIRDC) และ สมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (The Association of Thai Cosmetic and Aesthetic Surgery, TACS) ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 โดยมี Vision Thai ทำหน้าทีเป็นผู้ดำเนินงานและ พันธมิตรด้านสือ ภายในพิธี คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) รองประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เป็นผู้แทนลงนามร่วมกับ นายแพทย์ธนวรรฒน์ โชติมา นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากคุณปีเตอร์ หลัน (Ambassador Peter Sha-li Lan) ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามระหว่างไต้หวันและไทย ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในระยะยาวอย่างเป็นทางการ


ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายในการสร้างกลไกความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงาม การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ การแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคนิคทางคลินิก ตลอดจนความร่วมมือด้านการตลาด เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามของทั้งไต้หวันและไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณปีเตอร์ หลัน ได้กล่าวในพิธีเปิดงานว่า ไต้หวันและไทยได้รักษาสัมพันธไมตรีอันใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี ตลอดจนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพ ได้แสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ  (MIRDC) และสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาชีพและการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความร่วมมือ และเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างโอกาสความร่วมมือและการพัฒนาใหม่ แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมของไต้หวันในการขยายตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการไต้หวันในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน และร่วมกันกระชับความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป


คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) ประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) กล่าวว่า ไต้หวันมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ และการผลิตที่มีความแม่นยำสูง โดยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร พร้อมด้วยศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง ขณะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญด้านการแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังมีความพร้อมด้านทรัพยากรทางคลินิกที่ทรงอิทธิพลต่อตลาดในระดับภูมิภาคเป็นอย่างมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงคาดว่าจะช่วยเชื่อมโยงทรัพยากรทางอุตสาหกรรมของไต้หวันและไทย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไต้หวันในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน และขยายโอกาสทางความร่วมมือระหว่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น

ความสำเร็จครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการภายใต้การสนับสนุนจากกรมพัฒนาอุตสาหกรรม (IDA) กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) คือการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการบูรณาการข้ามสาขา ปี 2026” พร้อมทั้งจัดงาน "2026 Taiwan-Thailand Workshop on Innovative Applications in Medical Aesthetics and Wound Care" เพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการไต้หวันและบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน โดยได้รับเกียรติจากบริษัทชั้นนำจากไต้หวันเข้าร่วมงาน ได้แก่ Smedtrum Medical Technology Co., Ltd. บริษัท RELEE SCISSORS COMPANY., LTD., TAICEND TECHNOLOGY CO., LTD., ACRO BIOMEDICAL CO., LTD., WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD, EPED INC. และบริษัท DENTAMERICA ASIA INC.


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่าง ครอบคลุมตั้งแต่ อุปกรณ์ทางเวชศาสตร์ความงามระบบโฟโตอิเล็กทริก การดูแลบาดแผล วัสดุชีวภาพ การฟื้นฟูเส้นผม สุขภาพช่องปากอัจฉริยะ และทันตกรรมเพื่อความงาม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมอันแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของไต้หวัน

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ยังคงเดินหน้าบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และภาคการวิจัย โดยโอกาสเดียวกันนี้ คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) รองประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ได้ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD. จากไต้หวัน และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (Faculty of Pharmacy, Mahidol University) ของไทย

โดยในอนาคตอันใกล้ ทั้งสองฝ่ายจะสร้างความร่วมมือกันในหลากหลายมิติ ได้แก่ ด้านเวชศาสตร์ความงาม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ การตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการของไต้หวันและไทย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เผยว่า การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงทรัพยากรจากทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพระหว่างไต้หวันและไทย แต่ยังสะท้อนถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการบูรณาการข้ามสาขา ปี 2026” ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้สามารถขยายตลาดสู่สากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอนาคต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของกรมพัฒนาอุตสาหกรรม (IDA) กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งมั่นสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของไต้หวันในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลกต่อไป

Article: "Living Will สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยควรเริ่มวางแผนการรักษาล่วงหน้า"

Article: "Living Will สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยควรเริ่มวางแผนการรักษาล่วงหน้า" 

กรมอนามัย จับมือ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา 


กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า (Advance Care Planning) ให้แก่ประชาชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถสื่อสารความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของตนเองได้อย่างชัดเจน และได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของชีวิต 


พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพมหานคร โดยมี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ นายอัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นมนุษย์ และสิทธิการตัดสินใจของผู้ป่วย 


โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสวางแผนการรักษาล่วงหน้าในกรณีที่ไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ในอนาคต โดยอาศัยหลักการของ Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งได้รับการรับรองตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 

ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมการเผยแพร่ความรู้ การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาสื่อและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการดูแลล่วงหน้า รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสกำหนดแนวทางการดูแลรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง 

“เมื่อถึงวันที่การสื่อสารอาจเป็นเรื่องยาก บันทึกวันเวลา (Living Will) คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนความต้องการของผู้ป่วย เพื่อให้ทุกการดูแลเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง” 


โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อมั่นว่าการดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ยังรวมถึงการเคารพในคุณค่า ความเชื่อ และการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีความหมายและได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


นักวิชาการหนุนรัฐปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียว เร่งปรับให้ทันปีงบประมาณใหม่ ดึงรายได้เข้ารัฐ ปรับวิถีชีวิตประชาชน

นักวิชาการหนุนรัฐปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียว เร่งปรับให้ทันปีงบประมาณใหม่ ดึงรายได้เข้ารัฐ ปรับวิถีชีวิตประชาชน 


นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เสนอแนะรัฐบาล เริ่มใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวในปีงบประมาณใหม่  โดยชี้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่กลับมาเป็น อัตราเดียว (Single Rate) เป็นมาตรการที่เหมาะสมและควรดำเนินการมานานแล้ว เนื่องจากมีบทเรียนและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในต่างประเทศรองรับอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้เริ่มบังคับใช้ทันทีในช่วงต้นปีงบประมาณถัดไปเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูล  

หนุนเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่สกัดกลยุทธ์เลี่ยงภาษี 

ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้คำแนะนำว่า การกลับมาใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวนั้นเป็นการปรับนโยบายที่ดีที่สุดและควรทำมานานแล้ว และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในเปลี่ยนโครงสร้างคือช่วงก่อนเริ่มปีงบประมาณใหม่ ซึ่งใกล้เข้ามาแล้ว เพื่อเริ่มบังคับใช้ได้ทันตุลาคมนี้ เนื่องจากจะช่วยให้กลไกการจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานรัฐมีความเป็นระบบ สามารถตรวจสอบปัญหาตามข้อมูลที่ได้รับได้ชัดเจน 

นอกจากนี้ การใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา Down Trading หรือพฤติกรรมการเล่นแร่แปรธาตุในตลาดปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคหันไปหาบุหรี่ราคาถูกกว่า หรือผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงขั้นภาษี (Tax Tier) ซึ่งส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีได้ยาก การปรับมาใช้อัตราเดียวจึงช่วยให้ระบบภาษีมีความโปร่งใสและตรวจสอบง่ายขึ้น 

25 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่สุดในมิติเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน 

ในส่วนของตัวเลขโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม ผศ.ดร.ถิรภาพ เปิดเผยว่า จากการคำนวณผ่านเครื่องมือแบบจำลอง และข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมหลังการเปิดตัวเครื่องมือนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และอัปเดตผ่านระบบเว็บไซต์ล่าสุด พบว่าการจัดเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียวที่ 25 เปอร์เซ็นต์ คือตัวเลขที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน  

ตัวเลนี้ได้มาจากการพิจารณาและคำนวณร่วมกับมิติต่างๆ รอบด้าน เช่น ปัญหาบุหรี่เถื่อน โดยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปราบปรามบุหรี่เถื่อนควบคู่ไปกับมาตรการทางภาษี ซึ่งปัจจุบันทางภาครัฐได้ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามและปัญหาระหว่างประเทศ ที่กำลังส่งผลกระทบและสร้างความรุนแรง ต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทย และสำคัญที่สุดก็คือสภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ โดยไม่ควรให้เกิดภาระต่อกำลังซื้อของประชาชนมากจนเกินไปในช่วงเวลานี้ 

ภาษีบุหรี่ ควรครอบคลุม "ยาสูบ-ยาเส้น" ทุกประเภท 

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ถิรภาพ ยังได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญคือ รัฐบาลควรจัดเก็บภาษีในอัตราดังกล่าวกับสินค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ No Discrimination ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหมายความรวมถึงสินค้าประเภทยาเส้นด้วย เนื่องจากในความเป็นจริง สินค้าเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณและโทษต่อสุขภาพไม่แตกต่างกัน มีเพียงรูปแบบภายนอกเท่านั้นที่ต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้ลดการสูบบุหรี่หันไปสูบยาเส้นที่มีราคาถูกกว่า แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างกัน   

ควรประกาศล่วงหน้าและให้เวลาประชาชนปรับตัว                                                                                                                                                                                                                                                                                                              

สำหรับข้อกังวลเรื่องการปักป้ายกักตุนสินค้าของกลไกตลาดก่อนภาษีใหม่มีผลบังคับใช้เป็นเหตุให้การปรับโครงสร้างภาษีต้องเลื่อนออกไปเพราะยังไม่พร้อมนั้น นักวิชาการระบุว่าในงานวิจัยได้มีการเสนอทางออกด้วยระบบ ปฏิทินภาษี (Tax Calendar) ไว้แล้วระบบปฏิทินภาษีจะทำหน้าที่เป็นแผนที่นำทาง (Roadmap) ให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ทิศทาง และปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า และการขายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่เกิดการชะงักงันหรือการกักตุนสินค้าในลักษณะที่ส่งผลเสียต่อระบบตลาด ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าว 

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569

อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับคั่ง ปักหมุดวันประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคมนี้!

อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับคั่ง ปักหมุดวันประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคมนี้!

 

กรุงเทพฯ – 25มิถุนายน 2569 : ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นและงดงามสมกับการรอคอย สำหรับงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการบันเทิงไทย "มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569" ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G ศูนย์การค้า Bravo Bkk เวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักและยิ่งใหญ่ตระการตา


การกลับมาของรางวัล "มณีเมขลา ครั้งที่ 4" ในปีนี้ ทวีความยิ่งใหญ่และทุ่มทุนสร้างเพื่อยกระดับมาตรฐานรางวัลคนบันเทิงอย่างแท้จริง โดยบรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอลังการ มีกองทัพสื่อมวลชนจากทุกแขนง ทั้งสถานีโทรทัศน์, สำนักข่าวออนไลน์, แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย, นิตยสาร และอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำ รวมถึงเหล่าศิลปิน ดารา นักแสดง และแขกผู้มีเกียรติระดับ VIP ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งรวมกว่า 400 ชีวิต จนทำให้พื้นที่จัดงานดูเล็กลงไปถนัดตา เป็นการการันตีถึงกระแสความตื่นตัวและความขลังของรางวัลมณีเมขลาที่ยังคงครองใจคนในวงการบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน

ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้จัดงานและผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงข่าว นำโดย คุณชาตรี ศรียาภัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คุณภูมิธนะวัชร์ บุญลือประดิษฐ์ หัวเรือใหญ่รับหน้าที่ประธานจัดงานในครั้งนี้, นางสาวช่อผกา โสภิพันธ์ รองประธานจัดงานผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน, นางสาวทิพยา คชเสนา อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย รวมถึงที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ได้แก่ คุณตั้ม กรกรรณ และ คุณกัญญลักษณ์ ปิติชัยมงคล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมงานจากศูนย์การค้า Bravo Bkkที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและร่วมสนับสนุนพื้นที่การจัดงานอย่างสมเกียรติ

คุณชาตรี ศรียาภัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า "รางวัลมณีเมขลา เป็นรางวัลที่มอบให้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่คนบันเทิง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างสรรค์สังคม ในปี 2569 นี้ เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับการตัดสินให้มีความยุติธรรม ครอบคลุม และสะท้อนถึงรสนิยมของผู้ชมในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง การันตีด้วยคุณภาพของรางวัลอันทรงเกียรติที่อยู่คู่กับวงการมาอย่างยาวนาน"

ทางด้าน คุณภูมิธนะวัชร์ บุญลือประดิษฐ์ ประธานจัดงาน และคุณช่อผกา โสภิพันธ์ รองประธานจัดงานได้กล่าวเสริมถึงความยิ่งใหญ่ของงานที่จะเกิดขึ้นว่า "งานแถลงข่าวในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความอลังการเท่านั้น เพราะในวันงานประกาศรางวัลจริง เราเตรียมเนรมิตพรมแดงที่ยาวที่สุดและหรูหราที่สุด เพื่อต้อนรับซุปเปอร์สตาร์ทั่วฟ้าเมืองไทย งานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกรางวัล แต่คือการเฉลิมฉลองความสำเร็จของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล"


สำหรับงานประกาศรางวัล "มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569" มีกำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ในวันเสาร์ที่ ปลายเดือนตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นค่ำคืนที่รวบรวมดาวเด่นและคนบันเทิงระดับแถวหน้าของเมืองไทยมารวมตัวกันมากที่สุดแห่งปี สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การเสนอชื่อเข้าชิง และความเคลื่อนไหวต่างๆ เพจ รางวัลมณีเมขลา 2569 อย่างเป็นทางการของสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย


อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับคั่ง ปักหมุดวันประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคมนี้!

อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับคั่ง ปักหมุดวันประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคมนี้!

กรุงเทพฯ – 25มิถุนายน 2569 : ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นและงดงามสมกับการรอคอย สำหรับงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการบันเทิงไทย "มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569" ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G ศูนย์การค้า Bravo Bkk เวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักและยิ่งใหญ่ตระการตา


การกลับมาของรางวัล "มณีเมขลา ครั้งที่ 4" ในปีนี้ ทวีความยิ่งใหญ่และทุ่มทุนสร้างเพื่อยกระดับมาตรฐานรางวัลคนบันเทิงอย่างแท้จริง โดยบรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอลังการ มีกองทัพสื่อมวลชนจากทุกแขนง ทั้งสถานีโทรทัศน์, สำนักข่าวออนไลน์, แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย, นิตยสาร และอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำ รวมถึงเหล่าศิลปิน ดารา นักแสดง และแขกผู้มีเกียรติระดับ VIP ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งรวมกว่า 400 ชีวิต จนทำให้พื้นที่จัดงานดูเล็กลงไปถนัดตา เป็นการการันตีถึงกระแสความตื่นตัวและความขลังของรางวัลมณีเมขลาที่ยังคงครองใจคนในวงการบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน

ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้จัดงานและผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงข่าว นำโดย คุณชาตรี ศรียาภัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คุณภูมิธนะวัชร์ บุญลือประดิษฐ์ หัวเรือใหญ่รับหน้าที่ประธานจัดงานในครั้งนี้, นางสาวช่อผกา โสภิพันธ์ รองประธานจัดงานผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน, นางสาวทิพยา คชเสนา อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย รวมถึงที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ได้แก่ คุณตั้ม กรกรรณ และ คุณกัญญลักษณ์ ปิติชัยมงคล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมงานจากศูนย์การค้า Bravo Bkkที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและร่วมสนับสนุนพื้นที่การจัดงานอย่างสมเกียรติ

คุณชาตรี ศรียาภัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า "รางวัลมณีเมขลา เป็นรางวัลที่มอบให้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่คนบันเทิง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างสรรค์สังคม ในปี 2569 นี้ เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับการตัดสินให้มีความยุติธรรม ครอบคลุม และสะท้อนถึงรสนิยมของผู้ชมในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง การันตีด้วยคุณภาพของรางวัลอันทรงเกียรติที่อยู่คู่กับวงการมาอย่างยาวนาน"

ทางด้าน คุณภูมิธนะวัชร์ บุญลือประดิษฐ์ ประธานจัดงาน และคุณช่อผกา โสภิพันธ์ รองประธานจัดงานได้กล่าวเสริมถึงความยิ่งใหญ่ของงานที่จะเกิดขึ้นว่า "งานแถลงข่าวในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความอลังการเท่านั้น เพราะในวันงานประกาศรางวัลจริง เราเตรียมเนรมิตพรมแดงที่ยาวที่สุดและหรูหราที่สุด เพื่อต้อนรับซุปเปอร์สตาร์ทั่วฟ้าเมืองไทย งานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกรางวัล แต่คือการเฉลิมฉลองความสำเร็จของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล"


สำหรับงานประกาศรางวัล "มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569" มีกำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ในวันเสาร์ที่ ปลายเดือนตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นค่ำคืนที่รวบรวมดาวเด่นและคนบันเทิงระดับแถวหน้าของเมืองไทยมารวมตัวกันมากที่สุดแห่งปี สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การเสนอชื่อเข้าชิง และความเคลื่อนไหวต่างๆ เพจ รางวัลมณีเมขลา 2569 อย่างเป็นทางการของสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย

เติมความอร่อยแบบฟูลฟีลฟิน กับ"ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก เซ็นทรัล มหาชัย"

เติมความอร่อยแบบฟูลฟีลฟิน กับ
"ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก เซ็นทรัล มหาชัย"

“คุณตูน-พัทธยศ ลิมปพัทธ์“ ในฐานะผู้จัดงาน ฝากบอกมาว่า ให้มาเติมความอร่อยแบบฟูลฟีลฟินกันที่งาน "ครัวคุณต๋อยยกทัพ" ช้อปให้สนุก รีวิวกันให้สนั่นตลอด 7 วันเต็ม กับ "ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก เซ็นทรัล มหาชัย"
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 8 กรกฎาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมชั้น 1
 
ภายในงานพบกับร้านอร่อยมืออาชีพจากทั่วสารทิศ ทั้งเมนูคาว หวาน ของว่าง และเครื่องดื่ม ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ปรุงสดใหม่ทุกวันการันตีคุณภาพโดยทีมงานครัวคุณต๋อย อาทิเช่น กุยช่ายมหานคร / หมูสะเต๊ะมังกรทอง / MRS.Soft Bread / Kunnook orange juice / เชฟเบิร์ด หมูกรอบ / ซ้ง ทาโกะ กิลล์ Zong Tako Grilled หนวดมึกย่าง น้ำจิ้มสุดแซ่บ / ราชาเกี๊ยวต้มสามพี่น้อง / ลิ้นเทพ เนื้อพิคานย่า หอมนุ่มชุ่มฉ่ำ / Moodaengs Amphawa Ice Cream / แม่ทองปอนด์ หลนปูม้า&น้ำพริกไข่ปู

พิเศษสุด!! เฉพาะวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เพียงวันเดียวเท่านั้น!!! พบกับ เมนู “ต้มยำปลาทูโบราณ” สุดยอดอาหารของชาวประมงพื้นถิ่น โดยร้าน “ครัวในวัง” ที่ได้ถูกคัดเลือก 1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่นรสชาติที่หายไป “The Lost Taste” ประจำจังหวัดสมุทรสาคร โดยกระทรวงวัฒนธรรม
และเมนู “ขนมจีนน้ำยาปูดอกเกลือ และ เครื่องดื่มจากดอกเกลือ” โดยร้าน “วิสาหกิจชุมชนบ้านย่าภูมิปัญญาไทย” ชุมชนเชิงท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ ที่มีแนวคิดต่อยอด และยกระดับผลิตภัณฑ์จากเกลือสมุทรสาคร สืบทอดการทำนาเกลือมายาวนานกว่า 100 ปี

และพบกับพิธีกรชื่อดังจากรายการครัวคุณต๋อย นำโดย “อาต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์” “คุณเอ๊าะ-กีรติ เทพธัญญ์” และ “คุณโก๊ะตี๋ ชัยกฤต” ผู้จะพาทุกท่านดื่มด่ำกับเรื่องราวความอร่อยของทุกร้าน พร้อมตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรม Cooking Show โดย 2 เชฟฝีมือดีแห่งเมืองสมุทรสาคร ที่จะรังสรรค์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากวัตถุดิบในพื้นถิ่นให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง

สนุกกับกิจกรรม “ครัวคุณต๋อยอร่อยแชร์ไป”เพียงโพสต์รูปภาพในงานพร้อมติด #ครัวคุณต๋อยอร่อยแชร์ไป ตั้งโพสต์เป็นสาธารณะ รับคูปองส่วนลดช้อปสินค้าในงานมูลค่า 20 บาททันที ตั้งแต่วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม 2569 (คูปองมีจำนวนจำกัด) ฟินครบจบเเลก เพียงช้อปอาหารในงานครัวคุณต๋อยครบ 10 คะแนน ผ่านช่องทาง LINE รับไปเลยพวงกุญแจลิมิเต็ดครัวคุณต๋อย ทุก ๆ 100 บาท เท่ากับ 1 คะแนน ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 2- 5 กรกฎาคม 2569 (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

พบกับ "ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก เซ็นทรัล มหาชัย" ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 เซ็นทรัล มหาชัย วันที่ 2 - 8 กรกฎาคม 2569 เวลาเปิด-ปิด ทุกวัน 10.00 - 21.00 น. 
ร่วมสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จโดย
• ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย
• เมืองสมุทรสาคร
• การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสาคร
• สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

ติดตามรายละเอียดได้ที่ FACEBOOK ครัวคุณต๋อย เว็บไซต์ www.kruakhuntoi.com แอปพลิเคชันครัวคุณต๋อย 

#ครัวคุณต๋อยยกทัพ #ครัวคุณต๋อย #ประสบการณ์ที่ต้องลิ้มลอง #เซ็นทรัลมหาชัย #Centralmahachai

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สถานเอกอัครราชทูตจัดการประมูลวัวแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ มาดามพิม ดิ สมิท และ จิ้มแจ่มไทยแลนด์ร่วมประมูลมอบเงินสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่

สถานเอกอัครราชทูตจัดการประมูลวัวแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ มาดามพิม ดิ สมิท และ จิ้มแจ่มไทยแลนด์ร่วมประมูลมอบเงินสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ 
 
มาดามพิม วิชาดา เดอ สมิท จาก ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ผู้บริหาร จิ้มแจ่มไทยแลนด์ ร่วมประมูลโดยจุดมุ่งหมายเพื่อนำเงินช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาส  
วัตถุประสงค์หลักของการประมูลคือการสนับสนุนองค์กรที่สร้างผลกระทบในระยะยาวในระบบการเกษตรและอาหาร องค์กรที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสองแห่งทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ทุ่มเทเวลาและความเชี่ยวชาญเพื่อส่งเสริมการเกษตรและชุมชนไทย การประมูลรูปวัวจะช่วยเปลี่ยนรูปวัวให้กลายเป็นการสนับสนุนผู้ที่กำลังสร้างอนาคตให้กับระบบเกษตรกรรมและอาหารของไทยอย่างจริงจัง
1. โครงการบ่มเพาะราก
Roots Incubation เป็นโครงการที่ไม่แสวงหากำไรที่ให้อำนาจแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้นำชุมชนในอนาคตที่ต้องการกลับไปยังบ้านเกิดและสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น
ในแต่ละปี Roots จัดโครงการบ่มเพาะผู้เข้าร่วมโครงการเรียนรู้การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนที่สร้างรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น และปรับปรุงการดำรงชีวิตในชนบท ผู้เข้าร่วมจำนวนมากมาจากภูมิหลังทางการเกษตรหรือทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนเกษตรกรรม
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายอาสาสมัครและผู้เชี่ยวชาญที่อุทิศเวลาและความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ องค์กรได้กลายเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในการบ่มเพาะผู้ประกอบการและผู้เปลี่ยนแปลงชนบทรุ่นใหม่ในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้ร่วมมือกับ Roots through the Young Smart Farmer Workshop โดย Roots ได้ช่วยออกแบบและอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างทัศนคติของผู้ประกอบการในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ โครงการส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นตนเองไม่เพียงเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ประกอบการที่สามารถสร้างคุณค่า พัฒนาธุรกิจ และสร้างโอกาสในชุมชนของตนด้วย
เป้าหมายหลัก:
● พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรและชนบทรุ่นใหม่.
● สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวในชุมชนท้องถิ่น
● ส่งเสริมให้เยาวชนนำความสามารถของตนกลับคืนสู่ชนบทในประเทศไทย
● ปฏิบัติงานเป็นความคิดริเริ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ขับเคลื่อนโดยอาสาสมัครและผลกระทบทางสังคม
2. ฟาร์มเซฟติสต์ – โครงการเกษตรเมือง
ฟาร์มเซฟติสต์เป็นโครงการเกษตรในเมืองที่ส่งเสริมการเกษตรเมืองและความมั่นคงทางอาหารผ่านการศึกษาแบบมืออาชีพ
องค์กรให้โอกาสการเรียนรู้ฟรีแก่ชาวเมืองในการปลูกอาหารและเชื่อมต่อกับเกษตรกรรมใหม่ นอกเหนือจากการสอนการปลูกผักแล้ว ฟาร์มเซฟติสต์ยังส่งเสริมการปลูกผักในท้องถิ่นและตามฤดูกาลอย่างจริงจัง ช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร และมรดกทางอาหารของไทย
งานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรรมในเมืองสามารถเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและความยืดหยุ่นของชุมชนได้อย่างไร โดยให้ความรู้และทักษะแก่ผู้คนเพื่อเติบโตส่วนหนึ่งของการจัดหาอาหารของตนเอง ด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนฟรี ฟาร์มเซฟติสต์จึงส่งเสริมการปลูกพืชในท้องถิ่นและตามฤดูกาล รักษาความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร และส่งเสริมให้ตระหนักมากขึ้นถึงที่มาของอาหาร ในสังคมที่มีการเมืองมากขึ้น งานของพวกเขาช่วยเชื่อมต่อผู้คนกับการผลิตอาหาร ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมระบบอาหารที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น
โครงการนี้สอดคล้องกับการอภิปรายทั่วโลกเกี่ยวกับระบบอาหารในเมือง ความยืดหยุ่นของสภาพอากาศ และการผลิตอาหารในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้ทำงานร่วมกับบริษัทเซฟติสต์ฟาร์มและเครือข่ายของบริษัทหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับโครงการเรือไฟฟ้า
เป้าหมายหลัก:
● ส่งเสริมการเกษตรเมืองและความมั่นคงทางอาหาร
● รักษาความหลากหลายของผักในท้องถิ่นและตามฤดูกาล
● สร้างพื้นที่สีเขียวและการรับรู้สิ่งแวดล้อมในเมือง
● ให้การศึกษาและการเผยแพร่แก่ประชาชนฟรี

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

DITP เดินหน้าติดอาวุธผู้ประกอบการไทย จัดอบรมครั้งที่ 4 เสริมความพร้อมขายสินค้าไทยผ่าน e-Commerce สู่ตลาดโลก

DITP เดินหน้าติดอาวุธผู้ประกอบการไทย จัดอบรมครั้งที่ 4 เสริมความพร้อมขายสินค้าไทย
ผ่าน e-Commerce สู่ตลาดโลก 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พร้อมก้าวสู่ตลาดการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมการฝึกอบรมและสัมมนาสำหรับตัวแทนร้านค้าไทย ในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 4 ภายใต้โครงการการจัดซื้อจัดจ้างระบบบริหารโครงการส่งสินค้าไทยสู่ตลาดโลก เพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านการขายสินค้าไทยผ่านช่องทาง 
e-Commerce ต่างประเทศอย่างเป็นระบบ 

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom โรงแรม
อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีผู้ประกอบการ ตัวแทนร้านค้าไทยในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หน่วยงานพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยสามารถขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไปยัง ตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

ในการนี้ ดร.สุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 
ได้ให้เกียรติในการกล่าวเปิดกิจกรรม โดยเน้นย้ำว่า “ในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ไม่ได้อาศัยเพียงคุณภาพของสินค้าเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความพร้อม
ในหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการร้านค้า การทำการตลาดดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค 
การบริหารคำสั่งซื้อ ตลอดจนการจัดการด้าน โลจิสติกส์ และบริการหลังการขายอย่างเป็นระบบ”  

การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาด 
e-Commerce ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญของการขยายธุรกิจสู่ผู้บริโภคต่างประเทศ โดยเฉพาะ ในยุคที่แพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบโลจิสติกส์ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ภายในงานมีการบรรยายภาพรวมโอกาสทางการค้าไทยในตลาดโลกยุคดิจิทัล รวมถึงการให้ความรู้จาก วิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อม ก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาดต่าง ประเทศ โดยคุณภเชศ จารุมนต์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านทรัพย์สินอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา 
ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเครื่องหมาย การค้าและ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 
เพื่อวางรากฐานการพัฒนาแบรนด์ไทยในตลาดโลก 

 


และยังได้รับเกียรติจาก ดร. นรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล ประธานบริษัท ไทยพาวิเลี่ยน กรุ๊ป จำกัด 
ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การถอดรหัสผู้บริโภคจีนยุคใหม่ และโอกาสของสินค้าไทยในตลาดจีน” 
เพื่อนำเสนอแนวโน้มผู้บริโภคจีน พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า และโอกาสของผู้ประกอบการไทย 
ในการใช้ช่องทาง e-Commerce ข้ามพรมแดนเพื่อเข้าถึงตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก คุณพร้อมสิน บุญจันทร์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พร้อม 
ลีเกิล โซลูชั่น จำกัด ร่วมบรรยายในหัวข้อกฎหมายและข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการไทย
ในการขายสินค้าใน e-Commerce ต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย 
การบริหารความเสี่ยง และข้อควร ระวังที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมก่อนดำเนินธุรกิจ
ในตลาดต่างประเทศ 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรม คือการนำเสนอภาพรวมระบบของโครงการฯ พร้อมการสาธิต 
การใช้งาน ระบบแบบเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ตัวแทนร้านค้าไทยเข้าใจแนวทางการใช้งานระบบบริหารโครงการ ส่งสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ตั้งแต่การเตรียมข้อมูลสินค้า ไปจนถึงการสนับสนุนกระบวนการขยายตลาด ผ่านช่องทางดิจิทัล 

การจัดอบรมครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามประเด็นที่เกี่ยวข้อง
กับธุรกิจ e-Commerce ต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงาน สนับสนุน และพันธมิตรโครงการ ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยให้มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภค ในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและพฤติกรรมการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ผ่านการพัฒนาเครื่องมือ ระบบ และเครือข่ายความร่วมมือที่จำเป็นต่อการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุน
ให้สินค้าของผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมวางรากฐานสู่การเติบโต
ของเศรษฐกิจไทยในยุคการค้าไร้พรมแดนอย่างมั่นคงและยั่งยืน

"จอมทรนง"กร้าวปฏิวัติวงการทางเลือกเดียว สร้างงาน สร้างคน

เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ห้องแถลงข่าวของบริษัททเว็นตี้จูน จอมทรนง* ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง"2122 กูนี่แหละอัจฉ...