วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Bangkok International Content Market 2026สร้างความสำเร็จตลาดซื้อขาย–ร่วมผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติเกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 1,200 คู่ มูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาทตอกย้ำไทยสู่ “Content Hub of Asia”

Bangkok International Content Market 2026
สร้างความสำเร็จตลาดซื้อขาย–ร่วมผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ
เกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 1,200 คู่ มูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท
ตอกย้ำไทยสู่ “Content Hub of Asia”


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดบทสรุปงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา โดยเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจรวมกว่า 1,200 คู่ คิดเป็นมูลค่าการเจรจาทางธุรกิจกว่า 2,200 ล้านบาท จากผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และสตรีมมิงแพลตฟอร์มทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่เข้าร่วมกว่า 600 ราย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ TV Series และบริการด้านโปรดักชัน (Production Services) ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์แห่งเอเชีย (Content Hub of Asia)
ตลอด 3 วันของการจัดงาน BICM2026 ได้รับการตอบรับอย่างคึกคักจากคนในแวดวงอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงาน ผู้ซื้อ และนักลงทุนจากทั่วภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี “ตลาดกลาง” สำหรับการซื้อขายและร่วมผลิตคอนเทนต์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยยังขาดมาโดยตลอด และพิสูจน์ว่าเมื่อผู้สร้างสรรค์และผู้ซื้อได้มาพบปะกันในตลาดกลาง ความร่วมมือทางธุรกิจก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ในส่วนของ Business Matching ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญของงาน การเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัวระหว่างเจ้าของผลงานและผู้ซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ ได้นำไปสู่ความร่วมมือทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม ทั้งการซื้อขายลิขสิทธิ์ผลงาน การซื้อสิทธิ์ดัดแปลง และการร่วมทุนผลิต (Co-production) ระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังเกิดการเชื่อมโยงกับเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ชั้นนำของเอเชีย อาทิ QCinema International Film Festival ฟิลิปปินส์, JAFF Market อินโดนีเซีย, Taiwan Creative Content Fest (TCCF) ตลาดคอนเทนต์สร้างสรรค์ไต้หวัน และ  Danang Asian Film Festival (DANAFF) ตลาดคอนเทนต์ดานัง เวียดนาม ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะ “Gateway” สู่ตลาดผู้บริโภคอาเซียนที่มีขนาดกว่า 700 ล้านคน

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงคือเวที BICM Pitching & Awards โดยได้รับการสนับสนุนจาก White Light Studio, Kantana Sound Studio, Gear Head และ QCinema International Film Festival ที่เปิดโอกาสให้โปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ที่พร้อมผลิตจริงกว่า 55 ผลงาน ได้นำเสนอต่อนักลงทุนและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ โดยผลการตัดสิน มีดังนี้
Asian Project Pitching ผู้ชนะได้แก่ ทีม HONEY MILK (難言之癮) จากไต้หวัน ประเภทภาพยนตร์ขนาดยาว โดย MAN YIN TSENG (Producer) และ CHIEN YU  LIN (Director) โดยได้รับทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Thai Project Pitching ผู้ชนะได้แก่ The Mining (เหรียญ ขุด คน) จากประเทศไทย ประเภทภาพยนตร์ขนาดยาว โดย วุฒิดนัย อินทรเกษตร (Director) และ ชนิกานต์ โอภาสพิมลธรรม (Screenwriter) โดยได้รับทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Thai Story Pitching ผู้ชนะได้แก่ THE KINDNESS OF MISS ARI นางสาว(ไม่)อารี จากประเทศไทย ประเภทภาพยนตร์ขนาดยาว โดย ภิญญดา ภูมิเมฆ (Producer) และ  เฉลิมพงษ์ อุดมศิลป์ (Screenwriter) โดยได้รับทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่เวที Industry Forum และ Workshop ที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ตลอดจนนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะหัวข้อที่สะท้อนทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรม เช่น “เจาะลึกคอนเทนต์ระดับภูมิภาค: จากความนิยมท้องถิ่น สู่กระแสระดับโลก”, “มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ: ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรม VFX และแอนิเมชันไทยสู่สากล” และ “มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ: พลิกโฉมการสนับสนุนจากรัฐสู่การบริหารจัดการกองถ่ายมืออาชีพ”
คุณนลินา ชยสมบัติ โปรดิวเซอร์จาก Jungka Studio หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโปรแกรมเจรจาธุรกิจเปิดเผยว่า “BICM2026 เปิดโอกาสให้เราได้พบบริษัทและผู้คนใหม่ ๆ เหมือนเป็นสะพานเชื่อมเราเข้ากับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์และพันธมิตรที่มีโอกาสร่วมงานกันได้จริง เพราะสิ่งที่ Jungka มองหาไม่ใช่แค่โปรเจกต์ แต่เป็นวิธีการทำงานแบบใหม่ ๆ และทีมที่แข็งแรง พร้อมศักยภาพที่จะเติบโตและเข้าถึงผู้ชมได้ เวทีนี้ช่วยให้เราเห็นโอกาสในการร่วมมือ เพื่อสร้างผลงานและโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดได้ในอนาคต”

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวสรุปความสำเร็จของงานว่า “ความสำเร็จของ BICM2026 ในปีแรก ได้พิสูจน์แล้วว่า ‘ตลาด’ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ระบบนิเวศคอนเทนต์ไทยรอคอยมานาน การที่ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้สร้างสรรค์จากทั่วโลกมาพบกันบนเวทีเดียวในประเทศไทย และเกิดเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่จับต้องได้ คือคำตอบว่าคอนเทนต์ไทยมีศักยภาพเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง CEA จะเดินหน้าพัฒนา BICM ให้เป็นเวทีประจำปีที่เติบโตขึ้นทุกปี เพื่อผลักดันนักสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวจากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของ High-Value IP และปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์แห่งเอเชีย หรือ Content Hub of Asia อย่างมั่นคง”
ความสำเร็จของ Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา และเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยวและบริการ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Nation) โดย CEA เตรียมเดินหน้าจัดงาน Bangkok International Content Market ในปีถัดไป เพื่อขยายเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจให้กับนักสร้างสรรค์ไทยอย่างต่อเนื่อง
#BICM2026 #BangkokInternationalContentMarket #CreativeEconomyAgency #CEA #DITP #Film #Series #Animation #TCM2026
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.cea.or.th 
bicm.or.th
Facebook: Bangkok International Content Market - BICM
—--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
ปพิชญา สุนทรสีมะ โทร. 086-031-3066 อีเมล: parpitchaya.s@cea.or.th
เพ็ญนภา หล่อประเสริฐ   โทร. 098-253-5600   อีเมล: phennapa.h@cea.or.th
เกี่ยวกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (Public Organization): CEA เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาบุคลากร ธุรกิจ และเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในทุกมิติ CEA มุ่งยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์และสื่อสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน ผ่านโครงการสำคัญอย่าง CEA Content Lab และ Bangkok International Content Market (BICM) เพื่อผลักดันนักสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีสากล สร้างโอกาสทางธุรกิจ และขับเคลื่อนคอนไทนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เจิดจรัสทุกลุค! 'สปาย ปรางทิพย์' เปล่งประกายบนเวที Mrs. Thailand World 2026 ผสานความงามและวิสัยทัศน์ส่งต่อแรงบันดาลใจ

เจิดจรัสทุกลุค! 'สปาย ปรางทิพย์' เปล่งประกายบนเวที Mrs. Thailand World 2026 ผสานความงามและวิสัยทัศน์ส่งต่อแรงบันดาลใจ


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ Island Hall ศูนย์การค้า Fashion Island กับเวทีการประกวด Mrs. Thailand World 2026 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชิดชูสตรีผู้เปี่ยมด้วยความงามและความสามารถ


หนึ่งในผู้เข้าประกวดที่โดดเด่นและเป็นที่จับตามองด้วยพลังบวกรอบตัวคือ คุณสปาย ปรางทิพย์ ภัณฑารักษ์สกุล สาวสวยมากความสามารถที่เคยฝากผลงานจากเวทีระดับประเทศอย่าง Miss Thailand World 2012 และเวทีนางสาวไทย 2012 การตัดสินใจกลับมาเยือนเวทีประกวดอีกครั้งในฐานะผู้เข้าประกวด Mrs. Thailand World 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญที่คุณสปายมองว่าเป็นโอกาสในการนำประสบการณ์ชีวิตมาส่งต่อพลังใจให้กับผู้อื่น 


โดยเธอได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของ "ผู้หญิงไทยยุค 2026" ไว้ว่า สตรีที่แต่งงานแล้วในยุคปัจจุบันคือตัวแทนของความสมดุล ทั้งการเป็นความอบอุ่นให้กับครอบครัวและการมีความมั่นใจที่จะลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสังคม ซึ่งการก้าวเข้ามาประกวดในครั้งนี้ก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงทุกคนสามารถเป็นเวอร์ชันที่งดงามที่สุดของตัวเองได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดหรือบริบทใดของชีวิต

นอกจากความงามและทัศนคติที่ยอดเยี่ยมแล้ว คุณสปายยังนำวิสัยทัศน์มาต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว ภายในงานได้มีการนำเสนอธุรกิจที่เธอทุ่มเทดูแล ไม่ว่าจะเป็น "Xchapter Co-Business Space" พื้นที่คาเฟ่และ Co-working space สุดชิคในโครงการ Crystal Design Center (CDC) ที่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00 น. – 22.00 น. เพื่อรองรับการเติบโตของคนทำงานยุคใหม่ 


รวมถึง "O'VIRA" More Care Every Day แบรนด์ชุดสูทสตรีสั่งตัดระดับ พรีเมียมที่ดึงเอาบุคลิกภาพแบบ Smart & Power Woman มาสร้างความมั่นใจ ให้ผู้หญิง และ เสื้อเชิ้ตนวัตกรรม Anti-Bacteria ที่เข้าใจอินไซต์คนเมือง ร้อนได้อย่างตรงจุด สอบถามการสั่งซื้อได้ที่ Instagram: ovira_thailand

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้ผสานความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์คนสำคัญอย่าง คุณบอล ธรรมกร หวังธำรงค์วิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีโม อิโนวา จำกัด (PRIMO INOVA) ผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ครบวงจร (โทร 081-665-4455, FB: แผงโซล่าเซลล์ Inverter Solarcell) ซึ่งความร่วมมือและผลงานทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของสตรีผู้นำที่พร้อมนำพลังความงามมาผสานเข้ากับวิสัยทัศน์ เพื่อเติมเต็มแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าอย่างแท้จริง


โดยค่ำคืนแห่งความสง่างามได้ปิดฉากลงอย่างน่าประทับใจ โดยในปีนี้ขอแสดงความยินดีกับ คุณเพชรภรณ์ เชิงวิวัฒน์กิจ หรือ "หม่าม๊าฮอนด้า" MRS.13 ที่คว้ามงกุฎไปครองได้สำเร็จ ภายใต้การดูแลอย่างอบอุ่นจาก คุณคิตตี้ กิจติพร นันท์ตานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวด และ คุณจอห์น จิรัฐฏ์ รัตนวงค์ผัน Co-Partner และผู้จัดการกองประกวด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ


#MrsThailandWorld2026 #สปายปรางทิพย์ #พลังผู้หญิง #WomenEmpowerment #SmartWomen2026 #Xchapter #ELLELA #Innoshirt #PrimoInova

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ผู้ประกอบการเขาค้อ วอนรัฐ! แก้ปัญหาการท่องเที่ยวเขาค้อ หวังสร้างรายได้เพิ่ม หลังปี 68 ทำรายได้กว่า 9 พันล้านบาท


“ท่องเที่ยวเขาค้อ เพชรบูรณ์ ฟื้นตัว หลังประสบปัญหายาวนาน ส่องปี 68 นักท่องเที่ยวเยือนเขาค้อ กว่า 2.7 ล้านคน สร้างรายได้ร่วมกว่า 9 พันล้านบาท แต่ยังพบปัญหาเรื้อรั้ง ทั้งการจราจร การควบคุมรีสอร์ทที่พัก ร้านอาหารควรให้มีมาตรฐาน เป็นปัญหาคอยสกัดการเติบโตการท่องเที่ยวให้เต็มตัว ผู้ประกอบการเขาค้อ วอนรัฐ! เร่งส่งเสริมสนับสนุน แก้ปัญหาทุกมิติ หวังสร้างรายได้เพิ่มเติม หากแก้ปัญหาพื้นที่จบ สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวเขาค้อเพิ่ม สร้างรายได้เพิ่มอีกปีละหลายร้อยล้าน”


นายบุญเลิศ ทาแก้ว ผู้จัดการโครงการสกายวอล์ค ภูเลิศ เขาค้อ หรือ สกายวอล์ค เขาค้อ (Skywalk Khaokho) เปิดเผยถึงภาพรวมการท่องเที่ยวอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วงกลางปี 2569 ว่า สถานการณ์อยู่ในทิศทางที่ดี และเริ่มกลับมาคึกคักขึ้น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว เป็นช่วงที่มีทะเลหมอกและอากาศเย็น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงนิยมเดินทางแบบครอบครัว กลุ่มเพื่อน และสายคาเฟ่–ถ่ายภาพ ทำให้ผู้ประกอบการที่พัก ร้านกาแฟ และร้านอาหารมีอัตราการเข้าพักและยอดขายดีขึ้นในช่วงวันหยุด และวันหยุดยาว ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ยังคงเป็นแลนด์มาร์กอันดับ 1 ของเขาค้อ นักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญเดินทางมาตลอดทั้งปี ช่วงเช้าฤดูฝนและฤดูหนาวมักมีทะเลหมอก ทำให้วิวสวยเป็นพิเศษ ร้านกาแฟและจุดชมวิวบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นสกายวอล์ค เขาค้อ ยังได้รับความนิยมสูง ร่วมทั้งทุ่งกังหันลมเขาค้อ ยังเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม จุดเด่นคือวิวกังหันลมขนาดใหญ่บนความสูงกว่า 1,000 เมตร มีกิจกรรม เช่น รถรางชมวิว รถ ATV และจุดชมทะเลหมอก ช่วงปลายฝนถึงต้นหนาวจะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุด ส่วนสถานที่ที่ยังได้รับความนิยมรองลงมาจะเป็นจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ น้ำตกศรีดิษฐ์ ฐานอิทธิและพิพิธภัณฑ์อาวุธ ไร่ GB และไร่สตรอว์เบอร์รี่ คาเฟ่วิวภูเขาหลายแห่ง เช่น Pino Latte และร้านวิวภูเขาอื่น ๆ ซึ่งยังเป็นจุดเช็กอินหลักของนักท่องเที่ยว 

ภาพรวมการท่องเที่ยวของเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ประเมินว่า สร้างรายได้เมื่อปี 2568 กว่า 9 พ้นล้านบาทต่อปี ตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนว่า ในพื้นที่การแข่งขันสูงกว่าเดิม นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางระยะสั้น เพียง 1–2 คืน และมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทำให้ที่พักและร้านอาหารต้องจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะนอกช่วงวันหยุดยาว ส่วนแนวโน้มในช่วงปลายปี 2569 หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย คาดว่าช่วงเดือนตุลาคม–มกราคม จะเป็นช่วงพีคของเขาค้ออีกครั้ง เนื่องจากเป็นเป็นช่วงที่มีฤดูทะเลหมอก และอากาศเย็น ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของเขาค้อ  
สำหรับปัญหาการท่องเที่ยวในพื้นที่เขาค้อกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ มีทั้งปัญหาการจราจร การแข่งขันของธุรกิจ และผลกระทบต่อชุมชน หากมองในเชิงนโยบาย เขาค้อกำลังอยู่ในช่วงที่ควรเปลี่ยนจาก “แหล่งท่องเที่ยวตามฤดูกาล” เป็น “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพตลอดทั้งปี” การดำเนินการของ ททท. ที่เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กรมอุทยานฯ กรมทางหลวง อบจ.เพชรบูรณ์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างมีข้อเสนอที่น่าพิจารณา ได้แก่ ยกระดับการตลาดเชิงรุก ปัจจุบันคนส่วนใหญ่รู้จักแหล่งท่องเที่ยวไม่กี่แห่ง แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เขาค้อ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าเที่ยวอยู่อีกมากที่ควรมีการประชาสัมพันธ์ส่งเสริม ไม่ว่าการจัดทำแคมเปญ “เที่ยวเขาค้อ 3 วัน 2 คืน”  โปรโมตเส้นทางใหม่ เช่น เขาตะเคียนโง๊ะ น้ำตกศรีดิษฐ์ แหล่งเกษตร คาเฟ่ และชุมชน  ใช้ Influencer ทั้งไทยและต่างประเทศสร้างคอนเทนต์ต่อเนื่อง ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวกว่า 80–90% ยังเป็นคนไทย ควร โปรโมตผ่านสายการบิน ทำแพ็กเกจร่วมกับพิษณุโลก–เพชรบูรณ์ ผลักดันตลาดจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และยุโรปที่ชอบธรรมชาติ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ได้มาตรฐาน มีป้ายภาษาไทย อังกฤษ และจีน มี Free Wi-Fi  จุดชาร์จรถ EV และการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้ตลอดทั้งปี” 
อย่างไรก็ตามรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยการอ้างอิงตามข้อมูลสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในปีงบประมาณ 2568 มีรายได้รวม 9,831 ล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนประมาณ 2,772,578 คน ช่วงไฮซีซั่น/วันหยุดยาว: มียอดจองที่พักสูงถึง 80-90% โดยเฉพาะช่วงเทศกาลดนตรีและวันหยุดยาวส่งท้ายปีที่สร้างเงินสะพัดเพิ่มเติมในพื้นที่อำเภอเขาค้อและจุดใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง หากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวเร่งส่งเสริมสนับสนุน แก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้ถูกจุด มีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างครบวงจรทุกมิติ คาดว่าสามารถดึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเขามีเที่ยวเพิ่มเติมได้อีกมาก สร้างกิจกรรมเสริมการท่องเที่ยวให้ได้ทั้งปี จะสามารถสร้างรายได้ให้จังหวัดเพชรบูรณ์ได้อีกปีละหลายร้อยล้านบาทอย่างแน่นอน 


วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย” รับหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง'60

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps 
มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย” รับหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง'60
 

เครือข่ายโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนคาทอลิกชื่อดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง” ณ โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูก้าวสู่การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูโรงเรียนเทพมิตรศึกษา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา รวมประมาณ 220 คน เข้าร่วมการอบรม

ไฮไลต์ของการอบรมครั้งนี้ สถาบัน พว.ได้เพิ่มความเข้มข้นในภาคปฏิบัติ โดยมีการแยกห้องอบรมปฏิบัติการเจาะลึกตามระดับชั้นเรียนออกเป็น 3 ห้อง เพื่อตอบโจทย์จิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียนอย่างตรงจุด โดยมีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย ห้องที่ 1 ระดับปฐมวัย : วิทยากรโดย ดร.อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว , ห้องที่ 2 ระดับประถมศึกษา : วิทยากรโดย ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค และห้องที่ 3-4 ระดับมัธยมศึกษา : วิทยากรโดย รศ.ดร.ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน และ ดร.สรัล สุวรรณ เพื่อบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของโครงการตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน โดยคณะครูจะได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ ถอดบทเรียน และออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้บูรณาการกลุ่มละ 1 หน่วย” ที่สมบูรณ์พร้อมและสามารถนำกลับไปทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนได้ทันที ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาครูที่เน้นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะในระดับสากลต่อไป


บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้รับใบอนุญาตสถานศึกษา โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษา จะได้มาร่วมกันเรียนรู้จากสถาบัน พว.ในการเพิ่มสมรรถนะให้กับนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้ครูได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดการเรียนการสอนแบบเก่า จากผู้ถ่ายถอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาได้อย่างสูงสุด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21  “การร่วมมือกับสถาบัน พว.ครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้ครูของโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างโดดเด่นกว่าโรงเรียนแห่งอื่นๆ และสอดรับกับที่โรงเรียนของเราได้ตั้งเป้าการเป็นโรงเรียนนำร่องสร้างนวัตกรรมทั้งของครูและนักเรียน” บาทหลวงยุทธการ กล่าว


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และอดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กรอบแนวคิดหลักของการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้” โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพห้องเรียนไทย จากระบบท่องจำ (Passive Learning) ไปสู่ปฏิบัตินิยม (Active Learning) บ่มเพาะทักษะผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อสร้างสมรรถนะนักเรียนให้ก้าวไปสู่การเป็น “นวัตกร” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมมีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากผลงานนวัตกรรมของนักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่สถาบัน พว.ได้ไปช่วยสร้างให้เป็นโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานระดับโลก เช่น นวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่คิดค้นสร้างเสียงสะท้อนไล่นกพิราบไม่ให้มารบกวนตามอาคารบ้านเรือน หรือผลงานนวัตกรรมของนักเรียนชั้น ม.4 เกี่ยวกับแสงที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหาเส้นเลือดของผู้ป่วยเพื่อเจาะไปตรวจได้อย่างง่ายดาย

ดร.ศักดิ์สิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการบรรยายว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้ จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาจากการถ่ายทอดเนื้อหา (Content) ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังยึดติดกับการสอนเพื่อสอบ และตัดสินนักเรียนจากคะแนน ซึ่งเป็นเพียงการจำแนกเด็กเก่งหรืออ่อน มากกว่าการประเมินเพื่อดึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนออกมา แตกต่างจากหลักสากลที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Active Learning ให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ครูจะทำหน้าที่เป็นเพียงออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ แทนการถ่ายทอดเนื้อหาเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้แต่ละรายวิชาอย่างรู้ความหมาย ค้นพบความรู้และสร้างขึ้นเองกลายเป็นความจำระยะยาว และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง แตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำที่ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมแล้ว ทั้งนี้ สถาบัน พว.จะเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะครูและนักเรียนในโรงเรียนภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม


นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูของโรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกัน จะช่วยให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ในแต่ละห้องเรียนย่อมมีทั้งนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วและนักเรียนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นางศุภลักษณ์ สวนจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนได้ทันที เพียงแค่ปรับเปลี่ยนบทบาทของครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เพื่อคิดค้นสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้มากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในหนังสือเท่านั้น

นายชนก ณ วาโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารงานมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดอบรมของสถาบัน พว.ครั้งนี้ จะช่วยให้ครูมีความเข้าใจชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 

ครูสาคร มาตพงษ์ โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การมาเข้าร่วมอบรมกับวิทยากรจากสถาบัน พว.ในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตนเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยพลิกโฉมคุณภาพของนักเรียนได้อย่างแน่นอน ซึ่งคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ครูจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับลูกศิษย์ของเรา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาครูในโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning อยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงดำเนินการกันอย่างเข้มข้นขึ้น และคงจะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชได้ด้วยสามารถต่อยอดในอนาคตได้

ครูนิภาวรรณ เทพีรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ใหสัมภาษณ์ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางของสถาบัน พว. ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการเรียนการสอน เพราะเปลี่ยนบทบาทนักเรียนเรียนจากผู้รับความรู้ไปสู่ผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นลำดับขั้น โดยกรอบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง นักเรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันได้แสดงศักยภาพในด้านที่ตนถนัด ซึ่งจะทำให้ทั้งครูและนักเรียนสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น
ครูสาคร มาตพงษ์ โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การมาเข้าร่วมอบรมกับวิทยากรจากสถาบัน พว.ในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตนเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยพลิกโฉมคุณภาพของนักเรียนได้อย่างแน่นอน ซึ่งคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ครูจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับลูกศิษย์ของเรา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาครูในโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning อยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงดำเนินการกันอย่างเข้มข้นขึ้น และคงจะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชได้ด้วย


ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของโครงการตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน คณะครูอาจารย์ที่เข้าร่วมจะร่วมกันลงมือ ปฏิบัติ ถอดบทเรียน และออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้บูรณาการกลุ่มละ 1 หน่วย” ที่สมบูรณ์พร้อมและ สามารถนำกลับไปทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนได้ทันที ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการ พัฒนาครูที่เน้นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะ   ในระดับสากลต่อไป 

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วช. โชว์ผลการดำเนินงานและการเตรียมรับมืออุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วย ววน.

 วช. โชว์ผลการดำเนินงานและการเตรียมรับมืออุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วย ววน.


วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนา “การรับมืออุทกภัยและบริหารน้ำด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดและแถลงผลการดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการรับมืออุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ พร้อมด้วย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. วช. คณะผู้บริหาร วช. นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า ช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูกาลมรสุม เป็นสัญญาณในการเฝ้าระวังอุทกภัย วช.จึงได้นำผลการดำเนินงานจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ใช้รับมืออุทกภัย และการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ที่รวบรวมทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายพื้นที่ ได้แก่ 
1.    ระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดขอนแก่น ระบบรับและระบายน้ำเพื่อช่วยหน่วงน้ำ จังหวัดลำพูน
2.    ระบบข้อมูล Hat Yai ROD เพื่อการจัดการอุทกภัยด้านสุขภาพ ที่เป็น One Data Platform เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกแหล่งและทุกระยะของการจัดการภัยพิบัติ
3.    การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล เป็นฐาน พื้นที่ต้นแบบจังหวัดกำแพงเพชร รวมถึง การจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมน้ำแล้งพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา
4.    การจัดการเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge, MAR): เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนนอกเขตชลประทานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดชัยภูมิ ระบบสูบน้ำพลังงานทดแทนในพื้นที่อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน นวัตกรรมฝายแกนดินซีเมนต์: เพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระดับพื้นที่ 
5.    นวัตกรรมทางการเกษตรที่ซึ่งช่วยรักษาผลผลิตจากการขาดแคลนน้ำ เทคโนโลยีโรงเรือนและการจัดการดิน-น้ำ เพื่อการปลูกผักในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา การบริหารจัดการข้าวนาริมเล จังหวัดพัทลุง ระบบการผลิตถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในฤดูแล้ง และระบบการให้น้ำอย่างแม่นยำในสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก 
โดย วช. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแผนงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัย เพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ กล่าวว่า แผนงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำมุ่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งควบคู่กับการสร้างมูลค่าและรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งในช่วงนี้ในหลายพื้นที่จะเน้นที่การซ้อมรับมืออุทกภัยภายใต้สถานการณ์จำลองเพื่อทบทวนความพร้อม และช่องทางในการประสานการทำงานระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวเมื่อเผชิญเหตุการณ์จริง 

ภายในงานมีการเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและการรับมืออุทกภัยในหลากหลายมิติ โดย 
ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นำเสนอการวิเคราะห์สถานการณ์ฝนในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้าและแนวโน้มการเกิดอุทกภัย เพื่อใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศและระบบติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อสนับสนุนการวางแผนเตรียมความพร้อมของหน่วยงานและประชาชน 

รศ.ชูโชค อายุพงศ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ่ายทอดประสบการณ์การเตรียมความพร้อมและการซ้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่เมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำเสนอการประยุกต์ใช้แบบจำลองสถานการณ์ ระบบเตือนภัย และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดผลกระทบจากน้ำท่วมในเขตเมือง 

ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอแนวทางการเตรียมรับมือภัยน้ำหลากในจังหวัดน่าน 

ผศ.ดร.วรพงษ์ โล่ห์ไพศาลกฤช มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเสนอแนวคิดการใช้บึงพักน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับและหน่วงน้ำในช่วงฝนตกหนัก เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในระยะยาว 

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วุฒิสุทธิเมธาวี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ่ายทอดกรณีศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ โดยประยุกต์ใช้ระบบข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบบริการสาธารณสุขและการช่วยเหลือประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ 

และสรุปสุดท้าย โดย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ เกี่ยวกับการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อบริหารความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และฐานข้อมูลร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการคาดการณ์ การเตรียมความพร้อม และการตัดสินใจเชิงนโยบาย อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การจัดการเสวนาครั้ง วช.มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคาดการณ์ ป้องกัน และรับมืออุทกภัย ลดผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

CP LAND ยกระดับธุรกิจโรงแรม ‘bedZ Hotel’ ชู ‘Guest Tech’ พร้อมเปิดตัว ‘Napster’ Brand Icon

 


CP LAND รุกธุรกิจ Lifestyle Hospitality ด้วยกลยุทธ์ Guest Tech แนวคิดการออกแบบประสบการณ์การเข้าพักที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อยกระดับ bedZ Hotel (เบดซ์ โฮเทล บ้านบึง) จังหวัดชลบุรี ให้ตอบโจทย์นักเดินทางยุคดิจิทัล พร้อมเปิดตัว 'Napster' (แนปสเตอร์) มาสคอตลิง สุดชิคที่จะมาเป็นตัวแทน และไอคอนแห่งการพักผ่อนของคนรุ่นใหม่ Brand Icon คาแรกเตอร์ประจำแบรนด์ที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้เข้าพักกับตัวตนของ bedZ Hotel ในทุก Touchpoint   


ท่ามกลางพฤติกรรมนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความรวดเร็ว และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ CP LAND จึงพัฒนา Guest Tech เป็นหัวใจของการให้บริการ โดยออกแบบทุกขั้นตอนการเข้าพัก ตั้งแต่การจอง การเช็กอิน การใช้บริการภายในโรงแรม ไปจนถึงการใช้ AI วิเคราะห์ เพื่อมอบบริการและข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าพัก รองรับทั้งกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจ นักท่องเที่ยว และกลุ่ม Bleisure ที่ผสานการทำงานกับการพักผ่อน  

 

คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า"การแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในปัจจุบันอยู่ที่คุณภาพห้องพักเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างประสบการณ์ที่ผู้เข้าพักได้รับตลอดการเดินทาง Guest Tech จึงเป็นแนวคิดที่ช่วยเชื่อมเทคโนโลยีกับการบริการ ทำให้ทุกขั้นตอนสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของนักเดินทางยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว"  

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเปิดตัว 'Napster' Brand Icon ของ bedZ ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นตัวแทนของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่รักการค้นหาประสบการณ์ เปิดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ และให้ความสำคัญกับการพักผ่อนที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Comfy bedZ, Happy GuestZ’’ โดย Napster จะมีบทบาทในการสร้างสีสันให้กับการสื่อสารแบรนด์ ผ่านคอนเทนต์ กิจกรรมการตลาด และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้เข้าพักกับแบรนด์ในระยะยาว 
 

แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดสู่ bedZ Hotel บ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งออกแบบให้รองรับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ ทั้งห้องพักที่มีดีไซน์ พร้อมเตียง Super King Size ขนาด 7 ฟุต, Smart TV 55 นิ้ว, นอกจากนี้ยังมีพื้นที่รองรับกิจกรรม โต๊ะพูล พื้นที่แฮงเอาท์ มุมนั่งเล่น-พักผ่อน พื้นที่ทำงาน-นั่งประชุม เพื่อให้การเข้าพักตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการใช้ชีวิตในจุดหมายปลายทางเดียวกัน  


การผสาน Guest Tech การออกแบบพื้นที่ และการสร้าง Brand Experience ผ่าน Napster สะท้อนทิศทางการพัฒนาโรงแรมของ CP LAND ที่มุ่งยกระดับ bedZ Hotel ให้เป็นแบรนด์ Lifestyle Hospitality ซึ่งตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ด้วยประสบการณ์ที่สะดวก มีเอกลักษณ์ และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในทุกมิติ  

#Napster #GuestTech #bedZHotel #โรงแรมเบดซ์ #Valueperexperience #ComfybedZHappyGuestZ #CPLAND #LifestyleHotel

เปิดประวัติ “เค้ก กีรติรัฐ” สาวสวยครบเครื่อง ที่แท้คือทายาทนักแสดงมากฝีมือ!

                               


เรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองของวงการบันเทิงไทย สำหรับนักแสดงและศิลปินมากความสามารถ “เค้ก-กีรติรัฐ ชะเอม” สาวสวยวัย 21 ปี ซึ่งมีผลงานในวงการบันเทิงให้คุ้นหน้าคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นละคร, ซีรีส์, มิวสิควิดีโอ, ถ่ายแบบ และอีกมากมาย นอกจากนี้เธอยังเป็นลูกไม้ใต้ต้น ทายาทของนักแสดงร่นใหญ่มากประสบการณ์อย่าง “วรพรต ชะเอม” ที่เป็นแรงบันดาลใจคนสำคัญให้กับลูกสาวคนสวยคนนี้ และไม่ได้มีความสามารถเพียงแค่ในเรื่องของการแสดง สาวน้อยคนนี้ยังเก่งครบเครื่องทั้งร้อง ทั้งเต้น เล่นกีฬา แถมยังมีใจรักในการเป็นบาริสต้าอีกด้วย





ในด้านของการแสดง “เค้ก กีรติรัฐ” ฝากผลงานไว้ในละคร “ฟ้าพยับ”, ซีรีส์ชุด “ฟ้ามีตา”, พิภพมัจจุราช”, MV “แค่เรื่องอย่างว่า” และในเร็วๆ นี้กำลังจะมีผลงานร่วมกับ True CJ และ One31 รวมถึงซีรีส์แนวตั้งที่เตรียมให้รับชมกันเร็วๆ นี้ ในฐานะนักร้องก็มีวงดนตรีที่ชื่อว่า CrazyCake ซึ่งได้ออกซิงเกิลอย่างมากมาย อาทิ “อีกไม่นานนานไหม”, “โคตรดี”, “ฝนน้ำตา”, “ผ้าพับไว้” นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการเล่นเปียโน ขี่ม้า มวยไทย ยิงปืน และฟุตบอล โดยเป็นนักฟุตบอลหญิงทีมบอยท่าพระจันทร์ และทีม KNIGHT Bangkok อีกด้วย และอีกหนึ่งความสามารถคือการเป็นบาริสต้า นับเป็นความชื่นชอบโดยเริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัวคือร้านกาแฟ “กระทรวงการคั่ว Ministry of Roasters ที่สาวเค้กได้ลงมือเรียนรู้ฝึกฝนทุกขั้นตอนในการทำกาแฟอย่างพิถีพิถันแบบมืออาชีพ นับว่าเป็นนักแสดงและศิลปินที่มีความสามารถหลากหลาย พร้อมพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการบันเทิงเลยทีเดียว



และในวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคมนี้ พบกับซิงเกิลใหม่จาก “เค้ก กีรติรัฐ” กับเพลงที่มีชื่อว่า “เรื่องนี้เธอไม่เกี่ยว” สามารถติดตามฟังได้ทาง JOOX, Spotify, Line Melody และ Youtube

ช่องทางการติดตาม “เค้ก กีรติรัฐ”
Facebook: Cake keeratirat
IG: cake_keeratirat
Youtube: @cakekeeratirat
TikTok: @cake_keeratirat



"จอมทรนง"กร้าวปฏิวัติวงการทางเลือกเดียว สร้างงาน สร้างคน

เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ห้องแถลงข่าวของบริษัททเว็นตี้จูน จอมทรนง* ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง"2122 กูนี่แหละอัจฉ...