วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน 


วันที่ 8 พ.ค. มีรายงาน ว่า นายณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว โพสต์ facebook ส่วนตัวระบุว่า ในการเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ ผมได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเรื่องที่จะ “ไม่ติดป้ายหาเสียง” เพื่อไม่สร้างภาระและสร้างความกีดขวางต่อพี่น้องประชาชน ทั้งบนทางเท้า การสัญจร และทัศนวิสัยบนท้องถนน โดยมีจุดมุ่งหมายคือ


1. ในทุกการเลือกตั้ง จะมีบอร์ดประชาสัมพันธ์รายชื่อและรูปผู้สมัครติดตั้งอยู่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครได้ก่อนลงคะเเนนเสียง


2. เพื่อลดอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน ทั้งการกีดขวางทางเท้า การบดบังทัศนวิสัย และการมองเห็นการจราจร ซึ่งในหลายพื้นที่ป้ายหาเสียงจำนวนมากอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้ถนนของประชาชน


3. เพื่อลดปริมาณขยะและการใช้ทรัพยากรแบบใช้แล้วทิ้ง โดยในทุกการเลือกตั้งมักมีป้ายหาเสียงจำนวนมากที่กลายเป็นขยะหลังจบการเลือกตั้ง ทั้งโครงสร้าง เเผ่นพลาสติก(Vinyl) และวัสดุต่าง ๆ ซึ่งสร้างภาระต่อการจัดเก็บและสิ้นเปลืองทรัพยากร


4. การไม่ติดป้ายหาเสียงครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประมาทคู่แข่งหรือชะล่าใจต่อการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นความตั้งใจที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอีกแนวทางหนึ่ง แม้จะเริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ แต่ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มได้จากการลงมือทำ






"และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จะเป็นเเรงผลักดันทำให้ผมและทีมงานต้องขยันลงพื้นที่และทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกพื้นที่ รับฟังทุกปัญหา พูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด และทำงานการเมืองให้เข้าถึงประชาชน มากกว่าการสื่อสารผ่านป้ายหาเสียงเพียงอย่างเดียว


ผมเชื่อว่าการเริ่มต้นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ควรเริ่มต้นจากการสร้างภาระหรือผลกระทบให้กับประชาชนและพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ป้ายหาเสียงก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเข้าถึงประชาชน และเป็นสิทธิในการสื่อสารทางการเมืองของผู้สมัครทุกคนเช่นกัน" นายณภัค ระบุ


โดยหลังจากที่เจ้าตัวโพสต์ facebook ระบุถึงการปฏิรูปวิธีการหาเสียง ซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้ป้ายประชาสัมพันธ์ไปติดตัังตามเสา พื้นที่สาธารณะข้างทาง ให้รกและบดบังทัศนียภาพเหมือนการเลือกตั้งทุกสนามที่ผู้สมัครคนไทยใช้เป็นวิธีหลักในอดีตนั้น ทำให้มีประชาชนเข้ามาสนใจและร่วม comment ในโพสต์ดังกล่าวจำนวนมาก


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เปิดตำนานเวทีใหม่! “HOT DADDY THAILAND” เฟ้นหาแด๊ดดี้สุดฮอตครั้งแรกของไทย ดันสู่เวทีโลก

เปิดตำนานเวทีใหม่! “HOT DADDY THAILAND” เฟ้นหาแด๊ดดี้สุดฮอตครั้งแรกของไทย ดันสู่เวทีโลก


กรุงเทพมหานคร – สร้างความฮือฮาให้กับวงการประกวดในประเทศไทย เมื่อ “HOT DADDY THAILAND” เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะเวทีประกวด “แด๊ดดี้สุดฮอต” ครั้งแรกของประเทศ มุ่งเฟ้นหาสุภาพบุรุษวัย 35 ปีขึ้นไป ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ ความสำเร็จ และแรงบันดาลใจ พร้อมนิยามใหม่ของคำว่า “แด๊ดดี้ยุคใหม่” ให้โดดเด่นทั้งบุคลิกภาพและบทบาทในสังคม


การจัดงานครั้งนี้เกิดจากการรวมตัวของทีมงานมืออาชีพระดับแนวหน้า ที่มีประสบการณ์ในเวทีประกวดระดับนานาชาติ นำโดย ดร.ภัคนันท์ แสงขำ ธนาศรม เจ้าของตำแหน่ง Mrs. International Classic 2024 พิธีกรและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์, ญาณาธร ธนาศรม ผู้ก่อตั้ง 15Fitidol International และนักวางกลยุทธ์การตลาดระดับนานาชาติ รวมถึง คุณหนุ่ม นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม กูรูนางงามชื่อดัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ร่วมผนึกกำลังโดยบริษัทไทยสแตนเลสสตีลจำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเครื่องครัวภายใต้แบรนด์ ซีกัล นำโดยคุณอานนท์ เรืองจรุงพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ เนื่องในโอกาสครบรอบ 55 ปีของซีกัลป์ ในปีนี้

เวที “HOT DADDY THAILAND” ไม่ได้เน้นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดได้แสดงศักยภาพในหลากหลายมิติ ทั้งภาวะผู้นำ ทัศนคติของแด๊ดดี้ยุคใหม่ บุคลิกภาพ และความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจต่อสังคม โดยผู้ชนะจะได้รับตำแหน่ง “Hot Daddy Thailand” พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวด Hot Daddy International 2027

นอกจากนี้ ผู้ชนะยังมีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ทั้งการเป็นนักแสดงในซีรีส์ รายการต่างๆ รวมถึงการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับสินค้าชั้นนำทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

สำหรับผู้ที่สนใจ ขณะนี้เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทาง Facebook: Hot Daddy Thailand หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 094-465-4141


ทั้งนี้ “HOT DADDY THAILAND” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวด แต่ยังเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจ ที่สะท้อนภาพของ “แด๊ดดี้” ในมิติใหม่ ทั้งความสำเร็จ ความอบอุ่น และพลังของการเป็นผู้นำครอบครัวในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง

มนุษย์ต่างวัย X กรุงเทพประกันชีวิต เตรียมจัดงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ชวนคนไทยออกแบบชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่าน 7 โซนไฮไลต์ 4 มิติชีวิต พร้อม Speakers กว่า 50+ คน

มนุษย์ต่างวัย X กรุงเทพประกันชีวิต เตรียมจัดงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026  ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ชวนคนไทยออกแบบชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่าน 7 โซนไฮไลต์  4 มิติชีวิต พร้อม Speakers กว่า 50+ คน


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 มนุษย์ต่างวัย ร่วมกับ กรุงเทพประกันชีวิต และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  บริษัท เอช แอนด์ เอฟ ชูส์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดแถลงข่าวเปิดตัวงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 'ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม' ณ NEXTOPIA สยามพารากอน ชั้น 5
งานนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากมนุษย์ต่างวัย Fest ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน โดยในปีนี้ยังคงเดินหน้าสานต่อแนวคิดการสร้างคุณภาพชีวิตในยุคที่คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น พร้อมยกระดับงานสู่การเป็น A Designed Experience Event for Longevity ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ภายใต้ธีม ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’  เพื่อชวนทุกคนมาออกแบบชีวิตที่ยืนยาวให้ทั้งสนุก มีคุณภาพ และมีความหมายใน 4 มิติ ได้แก่ Healthspan ช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรง และพึ่งพาตัวเองได้, Wealthspan ช่วงเวลาที่มีความมั่นคงทางการเงิน และอิสรภาพในการใช้ชีวิต, Skillspan ช่วงเวลาที่ยังปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ ทั้งเพื่อดูแลตัวเอง รวมถึงการมีส่วนร่วมกับสังคม และ Joyspan ช่วงเวลาของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุก และมีเป้าหมาย

คุณประสาน อิงคนันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บุญมีฤทธิ์ มีเดีย จำกัด และผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ ‘มนุษย์ต่างวัย’ แชร์ข้อมูลอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลกว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2.1 พันล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรโลก จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 1 พันล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างรวดเร็วในเกือบทุกภูมิภาคของ โลก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2025) ที่ระบุว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 78.1 ปี โดยเพศชาย 73.5 ปี และเพศหญิง 80.5 ปีและประเทศไทยยังติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่มีจำนวนคนอายุ 100 ปีมากที่สุดในโลก 

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยาวนานขึ้นเท่านั้น แต่คือการสร้าง ‘คุณภาพชีวิต’ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้น เพราะจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่คงไม่สำคัญไปกว่าช่วงเวลาที่เราอยู่อย่างสุขภาพดีและมีความสุข งาน “มนุษย์ต่างวัย FEST 2026” ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอีเวนต์ทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่อยากชวนให้ทุกคนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีคุณค่าและความหมายอย่างแท้จริง

ด้านคุณอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้าบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก เผยว่า บทบาทของเราไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ขายประกันชีวิต แต่ตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Longevity ด้วยการส่งเสริมให้ทุกคนเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพที่สุด จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ชีวิตดี 4 ด้าน” ได้แก่ Body (กายฟิต) เพื่อเป็นต้นทุนในการทำสิ่งที่รัก, Budget (เงินพร้อม) มีอิสระในการใช้ชีวิตระยะยาว, Balance (ใจสมดุล) พร้อมรรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง และ Bonding (ความสัมพันธ์ดี) ช่วยหล่อเลี้ยงใจเราอย่างต่อเนื่อง 

พร้อมกันนี้ กรุงเทพประกันชีวิตได้นำความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมภายในงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถกลับไปพร้อม “แผนการจัดการบัญชีชีวิตดี” ผ่านกิจกรรมภายในงาน ทั้งเวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ เวิร์กช็อปที่ออกแบบเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นคนโสด, ชาวเดอะแบกที่ดูแลคนทั้งบ้าน, หรือคนที่กำลังเตรียมตัวเกษียณ  ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวจากนักวางแผนการเงินมืออาชีพ (CFP) เพราะกรุงเทพประกันชีวิตเชื่อว่า แผนชีวิตของแต่ละคนนั้นมีความเฉพาะตัว และต้องการการดูแลที่ต่างกัน


ไฮไลต์ของงานแถลงข่าวครั้งนี้ คือ Talk Session ที่ได้รับเกียรติจากผู้สนับสนุนงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ร่วมกับคุณประสาน อิงคนันท์ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านหัวข้อ “ชวนคนไทยออกแบบชีวิตที่ดี  ในวันที่คนไทยอายุยืนขึ้น”

คุณหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21 ของประชากรไทยทั้งหมด และมีอายุคาดเฉลี่ยต่อไปอีกประมาณ 20 ปี เห็นได้ว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองสิทธิ และศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุในฐานะ "ผู้ทรงสิทธิ" มิใช่เพียง "ผู้พึ่งพิง" โดย กสม. กำลังผลักดันเพื่อให้เกิดการปฏิรูป พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบอนาคตร่วมกัน เพราะสิทธิของผู้สูงอายุในวันนี้ คือสิทธิของเราทุกคนในวันข้างหน้า

คุณเรขา ศรีสมบูรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  เสริมว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากคำว่า "Lifespan" ไปสู่ "Healthspan" ซึ่งส่งผลต่อความต้องการสินค้า นวัตกรรม และบริการ เพื่อมารองรับกลุ่ม Silver Economy ที่มีกำลังซื้อสูง ผสานกับ DNA ของประเทศไทยในด้าน Hospitality เข้ากับเทรนด์ Wellness และตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปลี่ยนวิกฤตประชากรให้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจระดับโลก เพราะผู้สูงวัยไม่ได้ต้องการแค่การรักษาเมื่อป่วยแต่โหยหาการดูแลเชิงป้องกัน  ทั้งนี้ สสว. พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาทักษะ การเข้าถึงองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่มีคุณภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืน 

 คุณภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากร กลุ่มเฉพาะ (สำนัก9) เผยว่าภายในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 3 ของประชากร ซึ่งความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่กับการสร้างคุณภาพของการมีชีวิตที่ยืนยาว เห็นได้จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า 66.7% ของผู้สูงอายุไม่มีเงินออม และ 5.26 ล้านคนที่ยังคงทำงานอยู่  สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเป็นภาระของสังคม แต่ต้องการมีบทบาท, มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี ในการดำรงชีวิต หากสังคมไม่มีระบบรองรับที่เหมาะสมจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในอนาคตได้

คุณจิณณา อัศวเหม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช แอนด์ เอฟ ชูส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ในวันที่คนไทยมีอายุยืนขึ้นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพกลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม คือ “สุขภาพเท้า”
เพราะเท้าเป็นสิ่งที่พาเราไปใช้ชีวิตในทุกวัน
หากดูแลเท้าอย่างเหมาะสมก็จะเคลื่อนไหวได้ดี และใช้ชีวิตอย่างมั่นใจมากขึ้น โดย Scholl ในฐานะแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 100 ปี พร้อมส่งเสริมให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลสุขภาพเท้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตในสังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน



สำหรับงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ปีนี้ ชวนคนไทยมา ‘ลอง’ ออกแบบ ‘ลองGEVITY’ ผ่าน 7 โซน อาทิ Health Check ตรวจสุขภาพฟรีจากโรงพยาบาลชั้นนำ, เข้าใจความหมายของอายุยืนยาวผ่าน Exhibition, สร้างคอมมูนิตี้ในโซน Playground หรือจะเดินชอปปิงที่ Creative Senior Market และ Exhibitors สินค้าและบริการที่จะมาช่วยออกแบบชีวิต ไปจนถึงลองเรียนรู้ในโซน Workshops


ไฮไลต์สำคัญ! ในงานคือ Speakers ชั้นนำกว่า 50+ ท่าน อาทิ

• พระไพศาล วิสาโล 
• คุณชวน หลีกภัย 
• คุณสุทธิชัย หยุ่น
• โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธ์ุ
• นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล 
• อาจารย์ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์
• คุณป๋อมแป๋ม นิติ ชัยชิตาทร
• หมอแม่ พญ.พิศศรี กิจนิรันดร์สิน
• คุณนิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์
• คุณแอนนาเบล คชนันทน์
ฯลฯ  

โดยงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ จะจัดขึ้นในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2569  ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 (Impact Exhibition Center Hall 6) 

เปิดให้ลงทะเบียนเข้างานได้แล้ววันนี้ ฟรี! ได้ที่ : https://www.zipeventapp.com/e/Manoottangwai-Fest2026 

ติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/manoottangwai

#มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #มนุษย์ต่างวัยFest2026 #ลองGEVITY

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 2569-2570 ภายใต้แนวคิด “Wellness วิถีเมืองด้วยวิจัยและนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน” โดย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานผลการดำเนินงานและแผนงาน 2569-2570 พร้อมด้วย คณะนักวิจัย ผู้บริหาร วช. เครือข่ายชุมชนวิถีเมือง เข้าร่วมในกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม และศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.


นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้กำหนด MHESI Action Plan 2026–2030 เป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน ควบคู่กับนโยบาย “Wellness Thailand” ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร โดยต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร สุขภาพ และสมุนไพร ผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พร้อมกันนี้ อว. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดย ศูนย์เกษตรวิถีเมืองของ วช. ถือเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินงานของศูนย์เกษตรวิถีเมืองในช่วงระหว่างปี 2565–2568 ว่าได้มีการวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่เมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งผลิตอาหารของชุมชนที่ให้ประชาชนในเขตเมืองสามารถเข้าถึงอาหารปลอดภัย สำหรับการ Kick off ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา ที่มุ่งเน้นการขยายผลนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ อาทิ AI และ Big Data มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารเมืองปลอดภัย ควบคู่กับการใช้โมเดล BCG ในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง ในปี 2569-2570 ได้มีแผนการพัฒนาแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบทบาทของ“นักปลูก นักปั้น และนักปราชญ์” เพื่อสร้างระบบนิเวศของความมั่นคงทางอาหาร ที่บูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี ชุมชน และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


ต่อมา เป็นพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ “นักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 10 ท่าน พร้อมด้วย การมอบป้ายประกาศ “เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 4 เครือข่าย ได้แก่ บ้านมั่นคงฟ้าใหม่, ชุมชนบ้านสวนร่วมพัฒนา, ชุมชนร่วมใจพัฒนา และชุมชนท่าอิฐ


พร้อมกันนี้ คณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง” นำเสนอผลงานกันอย่างหลากหลาย อาทิ เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช. กลุ่มนักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช. ตลอดจนผลงานนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมกว่า 21 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบระบบเกษตร การแปรรูปและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น


นอกจากนี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติร่วมเยี่ยมชม “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำเยี่ยมชมพื้นที่ ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมอบรมแนวทางการขับเคลื่อนเครือข่ายและการนวัตกรรมเกษตรวิถีเมือง โดยได้รับเกียรติจากคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหัวข้อการอบรม ดังนี้ 
-  “การสร้างและขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: พลังชุมชนสู่ความมั่นคงทางอาหารและสังคม (ความต้องการและทิศทาง ในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง)” โดย ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม และ คณะผู้วิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
- “การยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรวิถีเมือง: จากของดีชุมชนสู่สินค้าอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่า” โดย  อาจารย์ณัฐกานต์ รองทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
- “การสร้างสรรค์ศักยภาพเครือข่าย: สู่ผู้ประกอบการและพัฒนาแหล่งเรียนรู้” โดย ผศ.ดร.กัลยา นาคลังกา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
-  “การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: สร้างตัวตน สร้างตลาด สร้างความยั่งยืน” โดย ผศ.ดร.คฑาวุฒิ สังฆมาศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร


ทั้งนี้ วช. มุ่งหวังว่า “เกษตรวิถีเมืองตาม BCG Model” จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองที่ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี สามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์

CP LAND ชวนร่วมภารกิจ “Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน” ล่าดีลบ้านและคอนโด พร้อมข้อเสนอสูงสุด 3 ล้านบาท

CP LAND ชวนร่วมภารกิจ “Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน”  
ล่าดีลบ้านและคอนโด พร้อมข้อเสนอสูงสุด 3 ล้านบาท

06 พฤษภาคม 2569 - กรุงเทพฯ, บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) เปิดตัวแคมเปญ “CP LAND Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน” ชวนผู้ที่กำลังมองหาบ้านและคอนโด ออก “ล่าดีล” จากโครงการพร้อมอยู่ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกดีลที่เหมาะกับตัวเองได้ในช่วงแคมเปญ

คุณ ดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขายและการตลาดโครงการ บริการหลังการขายและลูกค้าสัมพันธ์ CP LAND กล่าวว่า วันนี้ลูกค้าไม่ได้มองแค่โปรโมชัน แต่ต้องการจังหวะที่ใช่ในการตัดสินใจ เราจึงออกแบบ Deal Hunter ให้ลูกค้าเข้ามาเห็นทั้งโครงการจริงและข้อเสนอในเวลาเดียวกัน พร้อมค่อย ๆ เลือกดีลที่เหมาะกับตัวเองได้ในช่วงที่ข้อเสนอเปิดอยู่จริง ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจง่ายและชัดเจนมากขึ้น

ภายใต้แคมเปญนี้ ลูกค้าสามารถเริ่มต้น “ภารกิจล่าดีล” ได้จากการลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ ของ CP LAND Residential ก่อนนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการที่สนใจ โดยเมื่อเข้าเยี่ยมชมโครงการ ลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทันที พร้อมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมภายในโครงการ และเข้าถึงข้อเสนอที่แตกต่างกันในแต่ละโครงการ

สิทธิประโยชน์และของรางวัลต่าง ๆ จะถูกรวบรวมและให้ลูกค้ารับผ่าน Pri-d ซึ่งเป็น Privilege Program ของ CP LAND โดยลูกค้าสามารถใช้ Pri-d ในการรับของรางวัล อาทิ Central Gift Card รวมถึงติดตามสิทธิประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละขั้นได้ในที่เดียว

แคมเปญดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Deal Hunter” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกโครงการที่สนใจ และเข้าถึงข้อเสนอที่แตกต่างกันในแต่ละโครงการตามความต้องการของตัวเอง

แคมเปญครอบคลุมโครงการบ้านและคอนโดของ CP LAND ทั่วประเทศ อาทิ LUXRIVA RESIDENCES นครศรีธรรมราช, SŌLVANI นครสวรรค์, SŌLVANI พิษณุโลก, SŌLVANI รามอินทรา, RI-NÉ ขอนแก่น และ SOū& ขอนแก่น ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ

ในส่วนของข้อเสนอแคมเปญ “CP LAND Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน” ได้รวบรวมดีลสำหรับบ้านและคอนโดพร้อมอยู่ทั่วประเทศ ครอบคลุมหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 9.9 แสนบาท ถึง 20 ล้านบาท* พร้อมข้อเสนอพิเศษ ได้แก่

● ส่วนลดสูงสุด 3 ล้านบาท*
● ฟรี! เฟอร์นิเจอร์ 23 รายการ*
● ฟรี! ค่าโอนกรรมสิทธิ์ และค่าส่วนกลางนานสูงสุด 5 ปี*
● อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.79% (6 เดือนแรก)*
● พร้อมการรับประกันคุณภาพนาน 10 ปี ครอบคลุม 4 หมวดหลัก ได้แก่ โครงสร้างอาคาร (เสา คาน พื้น และส่วนรับน้ำหนักของอาคาร), หลังคาและดาดฟ้า (ส่วนป้องกันการรั่วซึมจากสภาพอากาศ),ระบบงานภายในอาคาร (ระบบไฟฟ้า ประปา และสุขาภิบาล รวมถึงงานท่อ), และประตูหน้าต่าง (การเปิด–ปิดและการใช้งานโดยรวมของอุปกรณ์) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการอยู่อาศัยระยะยาว
ทั้งนี้ แคมเปญ “CP LAND Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญ และนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ผ่านทุกช่องทางการติดต่อของ CP LAND Residential

เริ่มภารกิจล่าดีลของคุณ และเลือกดีลที่ใช่สำหรับคุณได้แล้ววันนี้ที่ https://shorturl.ai/JR0Qc

*สิทธิประโยชน์แตกต่างกันไปตามแต่ละโครงการ และเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

รายละเอียดเพิ่มเติมและเงื่อนไขของแคมเปญ สามารถศึกษาได้ที่
https://www.cplandresidential.com/cpland-hunt-deal-2026/

#CPLAND #CPLANDDealHunter #ภารกิจล่าดีลบ้าน #ซีพีแลนด์รับประกัน10ปี  #LUXRIVAResidences #SŌLVANI #RI-NÉ  #SOū&  #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต

_______________________________________

เกี่ยวกับ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)
CP LAND ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2526 เป็นบริษัทในกลุ่มเครือ เจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มุ่งสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่หนึ่งในใจ ส่งเสริมการเติบโตของชุมชนอย่างยั่งยืน ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
ประกอบด้วย 6 ธุรกิจหลัก ได้แก่  1. กลุ่มที่อยู่อาศัย 2. กลุ่มโรงแรม เครือฟอร์จูนกรุ๊ป 3. กลุ่มอาคารสำนักงาน 4. กลุ่มศูนย์การค้า 5. กลุ่มศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ(ศูนย์ประชุมไคซ์ ขอนแก่น) และ 6. กลุ่มการบริหารจัดการอาคาร
CP LAND มุ่งมั่นพัฒนาองค์ประกอบที่สำคัญของเมืองทั่วประเทศไทย เพื่อให้เมืองไทยเป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ภายใต้แนวคิดหลัก "คุณภาพเพื่อชีวิต"  (Accessible Communities For Life)
 
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.CPLAND.co.th

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

งานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะและภาพเขียน "ศรัทธา" วันที่ 3-27 พฤษภาคม 2569 ณ.ห้องแสดงนิทรรศการ Co Creation & ArtSpace ชั้น 3 ศูนย์การค้าริเวอร์ไซด์ พลาซ่า กรุงเทพฯ

งานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะและภาพเขียน "ศรัทธา" วันที่ 3-27 พฤษภาคม 2569 ณ.ห้องแสดงนิทรรศการ Co Creation & ArtSpace ชั้น 3 ศูนย์การค้าริเวอร์ไซด์ พลาซ่า กรุงเทพฯ

     ด้วยชมรมศิลปินสยาม ร่วมกับ At Siam Gallery โดยการสนับสนุนของศูนย์การค้าริเวอร์ไซด์ พลาซ่า กรุงเทพฯ ได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะและภาพเขียน ของภูผา จิตรกรเด็กอัจฉริยะ ( รพีวิชญ์ จิรมิตรมงคล )
    
 
กำหนดให้มีพิธีเปิดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน
การแสดงครั้งสำคัญ

    งานแสดงผลงานศิลปะและภาพเขียนในครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญเนื่องจาก เป็นการจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรก The First Solo Art Exhibition ของภูผา จิตรกรเด็กอัจฉริยะ โดยรวบรวมผลงาน กว่า 100 ภาพ ที่เริ่มวาดตั้งแต่ ปฐมวัยซึ่งมีอายุเพียง 2 ขวบครึ่ง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ได้เจริญวัยมีอายุครบ20ปีบริบูรณ์ ผลงานอันเกิดจากการฝึกฝน ในเทคนิคการวาดภาพที่หลากหลาย ได้แก่ การวาดภาพศิลปะลายไทย ลายเส้น,สีน้ำ สีพาสเทล,สีอะคริลิค รวมถึงเทคนิคการใช้พู่กันจีนมาจัดการแสดงระหว่างวันที่ 3-27 พฤษภาคม 2569
ณ.ห้องแสดงนิทรรศการชั้น3ศูนย์การค้าริเวอร์ไซด์พลาซ่ากรุงเทพฯ


แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน
ผลงานอันเกิดจาก ความรัก ความศรัทธา จินตนาการ เป็นพลังแห่งการ
สร้างสรรค์ ผลงานศิลปะ อันวิจิตรงดงาม ออกสู่สายตาประชาชนที่ผ่านมา
ผลงานหลายชิ้นที่ศิลปินได้ตั้งใจวาดเพื่อส่งมอบให้หน่วยงานการกุศล ได้
แก่ มูลนิธิ,องค์กร ทางพระพุทธศาสนา เพื่อนำไปประมูลหารายได้มาทำนุ
บำรุงพระพุทธศาสนารวมถึงการนำรายได้จากการจำหน่ายภาพไปสงเคราะห์ผู้ด้อย
โอกาสและผู้ยากไร้ในสังคม

ความตั้งใจของศิลปิน
การจัดการแสดงผลงานภาพเขียนในครั้งนี้ ศิลปินมีความตั้งใจที่จะสื่อสารถึงผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปะรวมถึงนักสะสมได้มีโอกาสสัมผัสงาน ที่ศิลปินได้นำเสนอแนวคิด
เกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา เทวนิยม-อเทวนิยมในรูปแบบศิลปะเพื่อนำสื่อความหมาย
เชิงปติมาและสัญญะ มาในรูปแบบของภาพบุคคล ปริศนาธรรม เพื่อให้เข้าถึงรูป
ธรรมสู่นามธรรมคือความรู้สึกเมื่อทัศนางานศิลปะในรูปแบบความศรัทธาที่หลาก
หลายแต่ในเนื้อความศรัทธานั้นเหมือนกัน เป็นการถ่ายทอดแนวคิดและ
จินตนาการที่เกิดจากความรัก ความศรัทธาผ่านผลงานศิลปะเพื่อจรรโลงใจผู้คนใน
สังคมต่อไป

ขอเรียนเชิญท่านให้เกียรติเข้าชมงานนิทรรศการ การแสดงผลงาน
ในครั้งนี้
ระหว่างวันที่ 3 - 27 พฤษภาคม 2569 ณ.ห้องแสดงนิทรรศการ
Co-Creation & Art Space 3rd Floor ศูนย์การค้าริเวอร์ไซด์
พลาซ่า กรุงเทพฯ
เข้าชมงาน ศิลปะ โดยการแสกน OR Code บนโครงการ
แสดงนิทรรศการผลงานศิลปะในครั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

*สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 081-736-0188 , 087-714-4447

ปัตตานี “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration”ททท.จัดยิ่งใหญ่ PATTANI NIGHT FEST ON THE BEACH” แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเวที KATPRO On The Beach ศึกวาสุกรีไฟท์ รากหญ้ามวยไทย” ชาวปัตตานี–มาเลเซียร่วมชมคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน

ปัตตานี “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” ททท.จัดยิ่งใหญ่  PATTANI NIGHT FEST ON THE BEACH” แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเวที KATPRO On The Beach ศึกวาสุกรีไฟท์ รากหญ้ามวยไทย” ชาวปัตตานี–มาเลเซียร่วมชมคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน 



เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ณ บริเวณหาดวาสุกรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดกิจกรรม “KATPRO On The Beach ศึกวาสุกรีไฟท์ รากหญ้ามวยไทย” ภายใต้โครงการยกระดับกิจกรรมดั้งเดิมของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural-Based Sport Tourism ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และแฟนกีฬามวยไทยจากทั้งในพื้นที่และประเทศมาเลเซียเข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง


ภายในงานมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ดร.สุปราณี คุปตาสา ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ นายกเทศมนตรีเมืองตะลุบัน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายด้านการกีฬาและการท่องเที่ยว จากทั้งไทยและมาเลเซียเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเป็นกันเอง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี


ไฮไลต์สำคัญของงาน นอกจากมีการประดับไฟตกแต่งพื้นที่กิจกรรม และการแข่งขันมวยไทยคู่เอกแล้ว ททท.ยังได้จัดการแสดงโดรนโชว์ จำนวนกว่า 500 ลำ บินแปรอักษรเหนือท้องฟ้าชายหาดวาสุกรี ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก


พลโท นรธิป โพยนอก กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้น “คุณภาพและอัตลักษณ์” มากกว่าปริมาณ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การจัดการขยะ และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน 
จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเพณี และวิถีประมงพื้นบ้านให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของจังหวัดปัตตานีอย่างยั่งยืน และการมีกิจกรรม KATPRO On The Beach เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักกีฬาจากทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพบนเวทีมาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ด้านกีฬาและวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งความสุข ความสามัคคี รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การท่องเที่ยว และรายได้ของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ด้าน ดร.สุปราณี คุปตาสา ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย ในฐานะลูกหลานคนสายบุรี มีความตั้งใจในการผลักดันหาดวาสุกรีให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมด้านกีฬา และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จึงจัดให้มีกิจกรรม KATPRO ON The Beach เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และช่าวต่างชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมเพราะรายการนี้ได้รับความสนใจจากต่างชาติเป็นอย่างมาก และทำให้อำเภอสายบุรีเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งผู้ประกอบการ ร้านค้า ชุมชน รวมถึงเยาวชน โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างความรัก ความสามัคคี และสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากของนักท่องเที่ยว ประชาชนจากทั้งไทยและมาเลเซีย ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของอำเภอสายบุรี ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ได้ในอนาคต

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน  วั...