วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569
ตาม 2 หนุ่ม “มาวิน-เชฟบุช” ไปเช็คอินกินของอร่อยกันที่ จ.สมุทรปราการ
วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569
โปรโมชั่น "Hidden Chill เที่ยวชิล กินมะยงชิดนครนายก"รับส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อผลไม้ (มะยงชิด/มะปราง) 500 บาทขึ้นไป สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ภูมิลำเนาจังหวัดนครนายก เดินทางเข้ามาซื้อผลไม้ (มะยงชิด/มะปราง) ที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ จังหวัดนครนายก
“เคนโด้” ลุยอีสาน! ชาวบ้านขานรับนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ปลื้มมาตรการลดค่าครองชีพ
วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569
ไทยเจ้าภาพจัดศึกซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026
“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน
“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน





นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวอิสระ เบอร์ 22 เปิดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญภายใต้แคมเปญ “เมืองไทย สีเขียวด้วยระบบขนส่ง EV” โดยจะมีการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของรถตุ๊กตุ๊กกว่า 100 คัน ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ เพื่อผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะให้เป็นระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการกำจัดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 และลดมลพิษทางเสียงในเขตเมือง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน ในขณะที่ยังคงรักษามนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ของตุ๊กตุ๊กไทยให้คงอยู่คู่กับการเป็นพาหนะพลังงานสะอาด ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ขนส่งสาธารณะให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เชียงใหม่มาแล้ว





สำหรับไฮไลท์สำคัญของงานคือ การสร้างภาพจำใหม่ผ่านขบวนรถตุ๊กตุ๊ก 100 คัน ท่ามกลางบรรยากาศสวนป่ากลางเมืองในช่วงอาทิตย์อัสดง พร้อมการแถลงรายละเอียดนโยบายเชิงลึกแต่ละด้าน โดยนางสาวกชพร เวโรจน์ ซึ่งจะครอบคลุมถึงมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เก่าสู่ระบบ EV เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์เร่งติดตามเงินเยียวยาที่ค้างจ่ายให้แก่ประชาชน ทั้งในส่วนของเงินประกันโควิด และเงินช่วยเหลือจากเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหว และเงินเยียวยา-เบี้ยเลี้ยงทหารชายแดน โดยจะมีทีมผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และทีมงานคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวอิสระเบอร์ 22 กว่า 20 ท่าน เข้าร่วมแสดงพลังเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคสะอาดและปลอดภัย คืนลมหายใจให้คนไทยอย่างยั่งยืนในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย
นางสาวกชพร หรือ “มาดามหยก” ได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ว่าคือการแก้ปัญหามลภาวะอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า
“สำหรับหยก อากาศสะอาดคือสิทธิ ไม่ใช่การร้องขอ รัฐต้องจัดสรรให้ค่ะ เรามองว่า PM 2.5 คือภัยเงียบที่เป็นมะเร็งร้ายของสังคม หยกตั้งใจจะเปลี่ยนรถสาธารณะทุกชนิดให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด โดยเฉพาะรถตุ๊กตุ๊กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเรา เราต้องอนุรักษ์เสน่ห์นี้ไว้แต่ต้องไม่ทำร้ายปอดของคนไทย รถเมล์ รถบัส ต้องเป็นพลังงานสะอาด เพื่อให้ทุกคนหายใจได้เต็มปอดจริงๆ เสียทีค่ะ”
นอกเหนือจากประเด็นสิ่งแวดล้อม นางสาวกชพร ยังได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ด้าน เศรษฐกิจ ไม่เน้นแจก แต่เน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน อีกทั้งการศึกษาไทยที่ต้องปรับตัวตามโลกยุคใหม่ว่า “เราต้องเลิกขังเด็กไว้ในห้องเรียนที่เขาไม่ได้รักค่ะ หยกอยากเห็นการศึกษาแบบ ‘Short Cut’ ที่สั้นแต่มีประสิทธิภาพ เด็กควรได้เลือกเรียนตามความถนัดทันที ใครชอบกีฬา ดนตรี หรือภาษา ต้องได้มุ่งไปทางนั้นเลย เพื่อให้เขาโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความสุขกับอาชีพของตัวเอง ไม่ใช่ต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจนเสียเวลาชีวิตค่ะ”
ในช่วงท้าย นางสาวกชพร ได้ฝากทิ้งท้ายถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ว่า
“หยกขอแค่ ‘ครึ่งใจ’ ค่ะ ในบัตรสีชมพูเลือกพรรค ขอให้โอกาสพรรคเล็กๆ เบอร์ 22 ของเราได้เข้าไปมีเสียงในสภา หยกพิสูจน์ตัวเองจากการทำงานหนัก อยู่เบื้องหลังมาเกือบ 30 ปี วันนี้หยกขอโอกาสเข้าไปทำงานในสภาบ้าง เพื่อให้เสียงของคนกู้ภัยและจิตอาสา ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ”
แปลกแต่จริงมีอยู่สิ่งเดียวที่นี่..”ดร.ธีรวุฒิ แก้วพยศ” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เบอร์1 เขต11 กทม.แนวความคิดหัวติดดิน
“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เตรียมเคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน
วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569
ฝ่ายค้านถล่ม "กรมการข้าว" ใช้งบฯ ซื้อไม่เหมาะสม
วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ความท้าทายทางการคลังสำหรับรัฐบาลใหม่
ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ความท้าทายทางการคลังสำหรับรัฐบาลใหม่
ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งใน “โจทย์หิน” ที่กลายเป็นดัชนีชี้วัดฝีมือการบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ คือวิกฤตการณ์จัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตที่ “พลาดเป้า” ต่ำกว่าประมาณการณ์มากที่สุดใน 3 กรมภาษี ในช่วงปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา โดยต่ำกว่าประมาณการณ์ถึง 11.8% ซึ่งสาเหตุไม่ได้มีแค่ปัญหาจากปัจจัยภายนอกด้านเศรษฐกิจ แต่เกิดจากการออกนโยบายที่ทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าหลายอย่างไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะกับสินค้าในหมวดยานยนต์ และยาสูบ
ปัญหาที่มีความเรื้อรังและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ “ภาษียาสูบ” ที่ไม่ได้เกิดจากนโยบายกระตุ้นการใช้สินค้าทดแทนแบบกลุ่มยานยนต์ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปิดช่องโหว่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 70,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 8 ปี นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนมาใช้ระบบโครงสร้างแบบ 2 อัตรา จึงเป็นความท้าทายของเหล่าผู้ท้าชิงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะต้องหามาตรการปิดรูรั่ว เพิ่มรายได้ให้กับรัฐในยุคที่ต้องการความยืนหยุ่นทางการคลังเพื่อป้องกันความท้าทายทางเศรษฐกิจจากภายนอกที่พร้อมถาโถมให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวลงมากกว่าเดิม
ในงานเวทีเสวนา “เลือกตั้ง 69 เลือกอนาคตภาษีไทย” จัดโดยสมาคมหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีการเชิญหัวหอกทีมเศรษฐกิจจากพรรคการเมืองต่างๆ มาแสดงวิสัยทัศน์ และให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ในมุมเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกร และสุขภาพ ไว้แตกต่างกัน สะท้อนถึงความยากในการหาจุดสมดุลในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ที่ทำให้ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แม้จะมีผลการศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่าให้เร่งปรับไปใช้โครงสร้างแบบอัตราเดียว
ผ่าตัดโครงสร้าง Single Tier ยุติวงจรภาษีบุหรี่ที่บิดเบี้ยว
ในมุมเศรษฐกิจ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี หัวหอกด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาชน แสดงความเห็นด้านการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยว่า พรรคประชาชนเสนอแนวทางปฏิรูประบบภาษีแบบยกเครื่องทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการขึ้นหรือลดอัตราภาษี แต่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ควบคู่กับการแก้ปัญหา
ระบบภาษีไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งฐานภาษีที่แคบและการจัดเก็บที่ไม่ทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บหลายส่วนโดยเฉพาะกรมสรรพสามิต ที่เสียรายได้จากการจัดเก็บภาษียานยนต์ต่ำกว่าเป้าหมายจากนโยบายที่หนุนการใช้รถไฟฟ้า และภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบ 2 อัตรา จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อมูลเชิงสถิติสนับสนุนข้อกังวลนี้อย่างชัดเจน เพราะนับตั้งแต่มีการนำระบบนี้มาบังคับใช้ในปี 2560 รายได้ภาษียาสูบของไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับ 6.8 หมื่นล้านบาทอีกเลย แต่กลับทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“คิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องกลับมาใช้ภาษีบุหรี่แบบเทียร์เดียว ให้คิดตามราคาในอัตราเดียวไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการใช้ช่องว่างในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราสูง แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับว่า ภาษีบุหรี่คงไม่ได้กลับมาเป็นรายได้หลักให้กับประเทศเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ทางแก้ไขนี้คือลดความซับซ้อน และที่สำคัญคือไม่ต้องมีใครมาพยายามซิกแซ็กเพื่อลดภาระภาษีอีก” ศิริกัญญา กล่าว
ส่วนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคม ศิริกัญญา แสดงความเห็นว่าถ้าเราสามารถเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าได้ เราก็คิดว่าก็น่าจะทดแทนภาษียาสูบที่หายไปได้บางส่วน แต่ว่าเราก็เข้าใจดีว่าสังคมมีความกังวลในเรื่องของผลกระทบต่อสุขภาพ ก็คงจะต้องมีการศึกษาให้ชัดเจนก่อนว่าจะทำอย่างไรกับบุหรี่ไฟฟ้า แต่เรื่องภาษีสรรพสามิตบุหรี่เราจะปรับให้เป็นเทียร์เดียวแน่นอน ในขณะที่เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าต้องขอกลับไปศึกษาก่อน อาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง
ซึ่งข้อมูลที่ ศิริกัญญากล่าวถึงและเห็นด้วยที่จะกลับมาใช้เทียร์เดียวนั้น สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) กับตัวเลขประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของไทยที่ลดลง นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการปรับโครงสร้างภาษีเป็น 2 อัตรา ในปี 2560 รายได้ภาษียาสูบของไทยก็ลดลงต่อเนื่อง จนในปีงบฯ 2568 จัดเก็บได้เพียงประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
โครงสร้างภาษีที่เกษตรกรยาสูบต้องได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มองปัญหาภาษีสรรพสามิตยาสูบผ่านมิติปากท้องเกษตรกร และโครงสร้างอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้ศึกษาและทำอยู่แล้ว และกำลังจะเสนอให้มีการแก้ไข แต่เกิดปัญหายุบสภาไปเสียก่อน หากได้เป็นรัฐบาลแน่นอนว่าจะสานต่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งต้องเรียกสมาคม สมาพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับยาสูบมาคุยก่อน เพราะเป็นสิ่งที่กระทบกับเกษตรกรยาสูบทั่วประเทศ เราจะมองเพียงแค่การแก้ที่ภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูผลกระทบทุกอย่างโดยยึดเกษตรกรยาสูบเป็นหลักแล้วปลายทางคือสรรพสามิต
“ผมมองว่าปัญหานี้ก็เหมือนกับการแก้ไขเรื่อง “สุราสี” ที่เคยเป็นผลงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ นโยบายนี้ช่วยลดการผูกขาดเรื่องการผลิตสุรา ก็เหมือนกับเรื่องยาสูบ ปลายทางไม่ใช่สรรพสามิตจะเก็บที่เท่าไหร่ แต่ปลายทางมันอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการเขาต้องการอะไร เราจะช่วยให้เกษตรกรยาสูบมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรากลับเข้าไปเป็นรัฐบาล เรื่องนี้จะต้องได้รับการแก้ไขแน่นอน และผมคิดว่าไม่น่าเกิน 60 วัน จะมีการเรียกประชุมเรื่องนี้ เพราะที่จริงเราจะทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องคุยกับเกษตรกรก่อน ผมเอาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ผมไม่เอา สสส. หรือ สรรพสามิต เป็นตัวตั้ง ทุกแนวทางการแก้ไขเกษตรกรใบยาสูบจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด” อรรถวิชช์ ย้ำ
ภาษีเพื่อสุขภาพ และการจัดสรรที่ต้องถึงมือท้องถิ่น
ในมิติของการสร้างความยั่งยืนทางการคลังด้วยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่มีประสิทธิภาพ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ตัวแทนจากพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เสนอแนวคิดที่ก้าวข้ามไปจากการจัดเก็บรายได้เพื่อเข้าคลังเพียงอย่างเดียว แต่เน้นไปที่การนำมาตรการทางภาษีมาเป็นเครื่องมือจัดการ “ต้นทุนทางสังคม” โดยมองว่าภาษีสรรพสามิตบุหรี่ก็เหมือน “ภาษีความเค็ม” ที่สามารถควบคุมเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของคนไทยได้ เราใช้มาตรการภาษีเพื่อลดการบริโภคเค็มได้ ก็ต้องใช้ในการลดการสูบบุหรี่ได้ และนำภาษีบาปเหล่านี้มาใช้เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของคนไทย
ดร.คเณศ กล่าวว่า “พรรคไทยก้าวใหม่เรามีนโยบายที่จะส่งเสริมในเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชน และในเรื่องของภาษีบุหรี่ ผมคิดว่ามีความจำเป็น แต่เราไม่ได้มีบทศึกษาที่ชัดเจน แต่เรามีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้สุขภาพของประชาชนเสื่อมเสียลง เราจะต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อให้สามารถเป็นทั้งรายได้เข้ารัฐด้วย แล้วก็เป็นการลดปริมาณการสูบบุหรี่ด้วย นอกจากบุหรี่ จริงๆ แล้วยังมีอย่างอื่นอีกเช่น กฎหมายโซเดียม กฎหมายความเค็ม ซึ่งอันนั้นน่ะคือมันคล้ายๆ กับบุหรี่ครับ คือทำให้เรามีสุขภาพที่แย่ลง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้จะต้องนำมาพิจารณาใหม่นะครับ แล้วก็แน่นอนคงต้องมีการปรับให้มีการรณรงค์ให้ลดการสูบบุหรี่ และหนึ่งในเครื่องมือนั้นก็คือการขึ้นภาษีให้มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อรัฐมากขึ้น และถ้าเราเก็บภาษีจากสินค้าที่ทำลายสุขภาพได้ เม็ดเงินเหล่านั้นไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นงบประมาณกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคืนกลับมาที่กองทุนสุขภาพหรือท้องถิ่น เพื่อเยียวยาและป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง”
แนวคิดที่ ดร.คเณศ กล่าวมานั้น สอดคล้องกับข้อมูลงบประมาณบัตรทอง (UC) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณสูงถึง 2.17 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่เสียไปกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโมเดลในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ออสเตรเลีย หรือ อังกฤษ ที่มีการจัดสรรภาษีสินค้าบาป (Sin Tax) เข้าสู่กองทุนส่งเสริมสุขภาพโดยตรง จะพบว่าสามารถลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้มากกว่าการจัดเก็บภาษีแบบเบี้ยหัวแตก ที่ไม่ได้นำมาใช้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การเสนอให้มีการขึ้นภาษีบาปไปพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบจัดสรรรายได้คืนสู่ท้องถิ่น จึงไม่ใช่แค่การหาเงินเพิ่ม แต่คือการวางรากฐานให้ “คนไทยป่วยน้อยลง” และ “ท้องถิ่นมีงบดูแลสุขภาพมากขึ้น” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ ดร.คเณศ มองว่าจะช่วยอุดรอยรั่วทางการคลังได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“Siam Rimklong” พื้นที่พักผ่อนและการเรียนรู้ครบวงจร ริมคลอง บรรยากาศอบอุ่น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
“Siam Rimklong” พื้นที่พักผ่อนและการเรียนรู้ครบวงจร ริมคลอง บรรยากาศอบอุ่น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ภายในพื้นที่ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ
ห้องพักบรรยากาศผ่อนคลาย
สระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน
ฟิตเนสสำหรับดูแลสุขภาพ
ห้องอบรมและห้องสัมมนาที่ทันสมัย
Siam Academy ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ สยามริมคลองยังโอบล้อมด้วยธรรมชาติริมคลองอันร่มรื่น ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อน การเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอบรม สัมมนา กิจกรรมองค์กร หรือการพักผ่อนเชิงสุขภาพ
Siam Rimklong จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รวมทุกความสมบูรณ์แบบไว้ในที่เดียว ทั้งความสะดวกสบาย ความสงบ และโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน
ติดต่อสอบถาม / จองห้องพัก และอบรม โทร. 083-449-8799
Laifen เดินหน้าขยายตลาดสู่ประเทศไทย เปิดตัวในงาน “Beyond The Limits” พร้อม “เก่ง หฤษฎ์” แบรนด์พรีเซนเตอร์ประจำประเทศไทย ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว
Laifen เดินหน้าขยายตลาดสู่ประเทศไทย เปิดตัวในงาน “Beyond The Limits” พร้อม “เก่ง หฤษฎ์” แบรนด์พรีเซนเตอร์ประจำประเทศไทย ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ...
-
ดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง สมาคมนักข่าวบันเทิงร่วมกับ “สายไหมอเวนิว”โดยมีผู้อำนวยการเขตสำนักงานเขตสายไหม เป็นประธานในการเปิดงาน เปิดรับบริจาคช่ว...
-
ยินดีกับกิจกรรมดีๆ โครงการประกวดเรียงความ "เยาวชนรุ่นใหม่ รู้คิด รู้ทัน ร่วมใจ ต้านภัยยาเสพติด" ที่จัดขึ้นเมื่อ วันเสาร์ที่ 17 มกร...
-
งานปีใหม่ KU เพชรบุรีสุดคึกคัก ร่วมยินดีก้าวใหม่ศิษย์เก่าในฐานะผู้บริหารระดับสูง ชมรมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จังหวัดเพชรบ...

























