วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

ตาม 2 หนุ่ม “มาวิน-เชฟบุช” ไปเช็คอินกินของอร่อยกันที่ จ.สมุทรปราการ

ตาม 2 หนุ่ม “มาวิน-เชฟบุช” ไปเช็คอินกินของอร่อยกันที่ จ.สมุทรปราการ

“เที่ยวฟินกินฉ่ำ” โดย 2 พิธีกรหนุ่ม “มาวิน ทวีผล” กับ “บุช เลอชาญ” ที่สัปดาห์นี้ ขอแวะไปเช็คอินสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต และพาไปชิมเมนูอร่อยกันที่จังหวัดสมุทรปราการ เปิดจอรอชมกันได้เลย ในเวลา 16.45 น. วันอาทิตย์นี้ ทางไทยรัฐทีวี 32

เริ่มต้นร้านแรกกันที่ ”เจ๊จุกเย็นตาโฟปากน้ำ สาขา 2“ จัดเต็มเย็นตาโฟต้มยำหม้อไฟ รสจัดจ้าน เสิร์ฟคู่เกี๊ยวหมูทอดกรอบ เคี้ยวเพลินสุดๆ 2 หนุ่มฟินกันตั้งแต่ร้านแรกเลย ต่อด้วยขนมไทยที่ทำสดใหม่ทุกวันที่ ”ร้านลิ้มดำรงค์“ กับขนมใบจากและข้าวเหนียวปิ้ง หอมหวานละมุนแบบไทยแท้ๆ จากของหวานไปอิ่มต่อของคาว ที่ “ร้านตาทุม ต้มเนื้อสารพัด” กับเมนูหม้อไฟเดือดๆ กะเพราเนื้อสารพัด รสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง อร่อยคุ้มราคา
 
ก่อนพาไปฟินกับซีฟู๊ดเตาถ่านที่ “ร้านริมเขื่อน ซีฟู๊ด ร้านกลาง เจ้าเก่า“ ทีเด็ดคือยำปลาดุกฟู อาหารทะเลสดๆ น้ำจิ้มสูตรเด็ด และอร่อยกับ “ร้านอาหารแม่คูซีน” รสมือแม่กับเนื้อปูผัดซอสมันกุ้ง และน้ำพริกมันปูปลาสลิดทอด 
 
มาสมุทรปราการทั้งที ก็ต้องแวะบางบ่อ 2 หนุ่มจะพาไปแวะชมการทำปลาสลิดที่ “แสนสมบูรณ์บางบ่อ” พร้อมกับช้อปปลาสลิด เพื่อมาปรุงเมนูพิเศษ ก่อนจบทริปสุดชิลกับสถานที่ชมวิวอย่าง “สายลมบางปู” ที่ 2 หนุ่มได้แวะทักทายถ่ายรูปกับเหล่านกนวล ที่หนึ่งปีมีหนึ่งครั้ง บอกเลยว่าทริปนี้ “เที่ยว ฟิน กินฉ่ำ” กันแบบจุกๆ ทั้งวันแน่นอน

ตามชมความสนุกทั้งหมดนี้ได้ใน “เที่ยวฟินกินฉ่ำ” วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 16.45 น. ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 สามารถติดตามรับชมย้อนหลังได้ที่ YouTube : Thairath Variety และติดตามเบื้องหลังสนุกๆ ได้ที่ Facebook & Tiktok : เที่ยวฟินกินฉ่ำ
 
#เที่ยวฟินกินฉ่ำ #กินฉ่ำๆกับมาวินเที่ยวฟินๆกับเชฟบุช  #มาวินฟินเวอร์ #เชฟบุชเบบี๋ #ไทยรัฐทีวีช่อง32

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

โปรโมชั่น "Hidden Chill เที่ยวชิล กินมะยงชิดนครนายก"รับส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อผลไม้ (มะยงชิด/มะปราง) 500 บาทขึ้นไป สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ภูมิลำเนาจังหวัดนครนายก เดินทางเข้ามาซื้อผลไม้ (มะยงชิด/มะปราง) ที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ จังหวัดนครนายก

😍โปรโมชั่น "Hidden Chill เที่ยวชิล กินมะยงชิดนครนายก"
รับส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อผลไม้ (มะยงชิด/มะปราง) 500 บาทขึ้นไป 
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ภูมิลำเนาจังหวัดนครนายก เดินทางเข้ามาซื้อผลไม้ (มะยงชิด/มะปราง) ที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ จังหวัดนครนายก


📍ระยะเวลากิจกรรม 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569

☘️จำนวน 1,500 สิทธิ์ (กำหนดสวนละ 100 สิทธิ์)

✨เงื่อนไขการรับสิทธิ์
1. นักท่องเที่ยวที่รับสิทธิ์ต้องมีบัตรประชาชนอยู่นอกเขตจังหวัดนครนายก
2. สิทธิ์ส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อผลไม้มูลค่า 500 บาทขึ้นไป
3. ใช้สิทธิ์ได้ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด
4. สามารถใช้สิทธิ์ส่วนลดได้ในสวนที่ร่วมกิจกรรม เท่านั้น
5. สิทธิ์ส่วนลดไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
6. ขอสงวนสิทธิ์ 1 ท่าน / 1 สิทธิ์ / 1 สวนผลไม้ / วัน
7. จำนวน 100 สิทธิ์/สวน
8. เขื่อนไขเป็นไปตามที่ ททท.สำนักงานนครนายก กำหนด
-----------------------------------------------------
🥰รายชื่อสวนผลไม้ (มะยงชิด มะปราง) 15 สวนที่เข้าร่วมกิจกรรม 

1. สวนครูณรงค์ ครูเล็ก
ที่อยู่ 23 หมู่ที่ 4 ซอย อพป.สามัคคี ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก 26110
โทร. 087-1434890 / 089-9139524

2. สวนสิงหวิบูล
ที่อยู่ 23/2 ม4 ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก 26110
โทร. 0854335542

3. สวนนพรัตน์ (ดาบนวย) ตำบลดงละคร
ที่อยู่ 99 หมู่ 10 ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 081-7624082  

4. สวนภาณุพงศ์ (ท่าช้าง) ตำบลท่าช้าง
ที่อยู่ 72 หมู่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 086-3253254 / 086-3457537

5. สวนสมเกียรติ วังยายฉิม ตำบลหินตั้ง
ที่อยู่ 85 หมู่ 6 ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 089-0203064 

6. สวนเจริญ มะยงชิด
ที่อยู่ 16 หมู่ 6 ตำบล ท่าทราย อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 086-4458310 คุณต๋อย

7. สวนละอองฟ้า 2 ตำบลสาริกา 
ที่อยู่ 153 หมู่ 3 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 065-9964566 สิทธินนท์ โสวรรณตระกูล

8. สวนลุงเหลา 
ที่อยู่ 106/1 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 096-8801242 คุณราวิน

9. สวนแก้วคูณ ตำบลสาริกา
ที่อยู่ 55 หมู่ที่ 3 ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 081-3639249 คุณสมจิต

10. สวนศรีทอง  ตำบลสาริกา
ที่อยู่ 176 หมู่ที่ 4 ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 099-9565464 คุณฟาง

11. สวนละอองฟ้าคุณแหม่ม
ที่อยู่ 111/2 หมู่ที่ 8 ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 090-763-2519 ไอซ์

12. สวนป้าอ้วน ตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา 
ที่อยู่ 112 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา นครนายก 26110
โทร. 086-1559497 จินตนา บุญมี (อ้วน) 

13. สวนทอฝันบ้านนา ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา
ที่อยู่ 228 หมู่ 2  ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก  26110 
โทร. 086-9730519 สุบิน เจริญศักดิ์ 

14. มะยงชิด สวนชั้นหนึ่ง จังหวัดนครนายก ตำบลป่าขะ
ร้านชั้นหนึ่งคาเฟ่ เลขที่ 248 หมู่ที่ 4 ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก 26110 
โทร. 083-4626841 ,083-4626841

15. สวนมะยงชิดกำนันวิเชียร
ที่อยู่ 87 หมู่ 1 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
โทร. 062-5241536

“เคนโด้” ลุยอีสาน! ชาวบ้านขานรับนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ปลื้มมาตรการลดค่าครองชีพ

“เคนโด้” ลุยอีสาน! ชาวบ้านขานรับนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ปลื้มมาตรการลดค่าครองชีพ


 บรรยากาศการลงพื้นที่ของทีมงานพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย “เคนโด้” กลายเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลีลาการหาเสียงที่ไม่เหมือนใคร แบบ มัน ม่วน คั่ก ถูกใจคนอีสาน โดยเฉพาะการชูจุดเด่นเรื่องนโยบายแก้ปัญหาปากท้องที่เข้าถึงใจชาวบ้าน
ชูนโยบาย "ลดภาระประชาชน" ได้ใจเต็มร้อย
จากการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับดีที่สุดคือ มาตรการการจัดการพลังงานที่มีผลต่อชีวิตประจำวันโดยตรง ได้แก่:


ค่าไฟฟ้า: มาตรการควบคุมราคาค่าไฟที่ไม่ให้เป็นภาระต่อครัวเรือนจนเกินไป ด้วยนโยบายลดค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย 
ก๊าซหุงต้ม: การดูแลราคาก๊าซให้คงที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ทั้งแม่บ้านและพ่อค้าแม่ค้าอาหาร
น้ำมัน: การบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการขนส่งและเกษตรกรรมในพื้นที่ ราคาเดียวเบนซิล-ดีเซล 25 บาท/ลิตร 


เสียงสะท้อนจากพื้นที่ ชาวบ้านหลายรายระบุว่า นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ “โดนใจ” เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพมีความผันผวน การส่งตัวแทนอย่าง "เคนโด้" ลงมาคลุกคลีและรับฟังปัญหาด้วยตัวเอง ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ว่าเสียงของพวกเขาจะถูกนำไปผลักดันเป็นนโยบายที่ทำได้จริง

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

ไทยเจ้าภาพจัดศึกซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026

ไทยเจ้าภาพจัดศึกซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026

สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชีย (ASTF) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026 ระหว่างวันที่ 25 – 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ สนามกีฬาซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการนี้ นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย
พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ได้ให้การต้อนรับและประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจาก
สหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชีย (Asian Soft Tennis Federation : ASTF) ได้แก่ Mr. Kenji Sato
Secretary General, Asian Soft Tennis Federation และ Mr. Nobu Fukasawa General Manager, Asian Soft Tennis Federation

ซึ่งได้เดินทางจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ในวันที่ 25 - 28 มกราคม 2569 เพื่อประสานงาน ประชุมปรึกษาหารือ และตรวจความพร้อม ทั้งด้านสนามแข่งขัน ที่พักนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการบริหารจัดการและมาตรฐานการจัดการแข่งขัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานระดับนานาชาติของ ASTF

ทั้งนี้ การแข่งขันรายการดังกล่าว จะมีประเทศชั้นนำด้านกีฬาซอฟท์เทนนิสของทวีปเอเชียเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ไชนีสไทเป สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงประเทศสมาชิกจาก ภูมิภาคอาเซียน อีกหลายประเทศ การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการ พัฒนากีฬาซอฟท์เทนนิสของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและการบริหารจัดการกีฬา เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกีฬาซอฟท์เทนนิสในระดับทวีปเอเชียอย่างยั่งยืน

สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชีย
ที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสระดับนานาชาติในครั้งนี้

“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน

“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน

นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวอิสระ เบอร์ 22 เปิดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญภายใต้แคมเปญ “เมืองไทย สีเขียวด้วยระบบขนส่ง EV” โดยจะมีการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของรถตุ๊กตุ๊กกว่า 100 คัน ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ เพื่อผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะให้เป็นระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการกำจัดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 และลดมลพิษทางเสียงในเขตเมือง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน ในขณะที่ยังคงรักษามนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ของตุ๊กตุ๊กไทยให้คงอยู่คู่กับการเป็นพาหนะพลังงานสะอาด ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ขนส่งสาธารณะให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เชียงใหม่มาแล้ว

สำหรับไฮไลท์สำคัญของงานคือ การสร้างภาพจำใหม่ผ่านขบวนรถตุ๊กตุ๊ก 100 คัน ท่ามกลางบรรยากาศสวนป่ากลางเมืองในช่วงอาทิตย์อัสดง พร้อมการแถลงรายละเอียดนโยบายเชิงลึกแต่ละด้าน โดยนางสาวกชพร เวโรจน์ ซึ่งจะครอบคลุมถึงมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เก่าสู่ระบบ EV เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์เร่งติดตามเงินเยียวยาที่ค้างจ่ายให้แก่ประชาชน ทั้งในส่วนของเงินประกันโควิด และเงินช่วยเหลือจากเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหว และเงินเยียวยา-เบี้ยเลี้ยงทหารชายแดน โดยจะมีทีมผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และทีมงานคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวอิสระเบอร์ 22 กว่า 20 ท่าน เข้าร่วมแสดงพลังเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคสะอาดและปลอดภัย คืนลมหายใจให้คนไทยอย่างยั่งยืนในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

นางสาวกชพร หรือ “มาดามหยก” ได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ว่าคือการแก้ปัญหามลภาวะอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า
“สำหรับหยก อากาศสะอาดคือสิทธิ ไม่ใช่การร้องขอ รัฐต้องจัดสรรให้ค่ะ เรามองว่า PM 2.5 คือภัยเงียบที่เป็นมะเร็งร้ายของสังคม หยกตั้งใจจะเปลี่ยนรถสาธารณะทุกชนิดให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด โดยเฉพาะรถตุ๊กตุ๊กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเรา เราต้องอนุรักษ์เสน่ห์นี้ไว้แต่ต้องไม่ทำร้ายปอดของคนไทย รถเมล์ รถบัส ต้องเป็นพลังงานสะอาด เพื่อให้ทุกคนหายใจได้เต็มปอดจริงๆ เสียทีค่ะ”

นอกเหนือจากประเด็นสิ่งแวดล้อม นางสาวกชพร ยังได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ด้าน เศรษฐกิจ ไม่เน้นแจก แต่เน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน อีกทั้งการศึกษาไทยที่ต้องปรับตัวตามโลกยุคใหม่ว่า “เราต้องเลิกขังเด็กไว้ในห้องเรียนที่เขาไม่ได้รักค่ะ หยกอยากเห็นการศึกษาแบบ ‘Short Cut’ ที่สั้นแต่มีประสิทธิภาพ เด็กควรได้เลือกเรียนตามความถนัดทันที ใครชอบกีฬา ดนตรี หรือภาษา ต้องได้มุ่งไปทางนั้นเลย เพื่อให้เขาโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความสุขกับอาชีพของตัวเอง ไม่ใช่ต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจนเสียเวลาชีวิตค่ะ”

ในช่วงท้าย นางสาวกชพร ได้ฝากทิ้งท้ายถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ว่า
“หยกขอแค่ ‘ครึ่งใจ’ ค่ะ ในบัตรสีชมพูเลือกพรรค ขอให้โอกาสพรรคเล็กๆ เบอร์ 22 ของเราได้เข้าไปมีเสียงในสภา หยกพิสูจน์ตัวเองจากการทำงานหนัก อยู่เบื้องหลังมาเกือบ 30 ปี วันนี้หยกขอโอกาสเข้าไปทำงานในสภาบ้าง เพื่อให้เสียงของคนกู้ภัยและจิตอาสา ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ”

แปลกแต่จริงมีอยู่สิ่งเดียวที่นี่..”ดร.ธีรวุฒิ แก้วพยศ” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เบอร์1 เขต11 กทม.แนวความคิดหัวติดดิน

แปลกแต่จริงมีอยู่สิ่งเดียวที่นี่..”ดร.ธีรวุฒิ แก้วพยศ” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เบอร์1 เขต11 กทม.แนวความคิดหัวติดดิน

แปลกแต่จริงมีอยู่สิ่งเดียวที่นี่…ที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ดร.ธีรวุฒิ แก้วพยศ เบอร์ 1 เขต11 กทม.แขวงคลองถนน แขวงสายไหม(ยกเว้นแขวงออเงิน) ที่ใช้วิธีคิดชี้ไปที่ขมับ เลยจับตัวเองตีลังกา ข้อมูลผู้สมัครในป้ายชี้ขึ้นฟ้า ตัวคนผู้สมัครตีลังกาหัวติดดิน

เป็นกุศโลบายที่ชาญฉลาด เป็นการเปิดตลาดของป้ายผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่เหมือนใคร ทุกวันประชาชนคนอย่างพวกเรา ขับรถเดินทางบนท้องถนนในช่วงเวลาเทศกาล การรณรงค์ติดป้ายหาเสียงแต่ละครั้ง แต่ละพื้นที่ ก็เห็นจะมีแต่ผู้สมัคร ทุกคนทุกพรรค ดราหน้ากันออกมา เสนอตัวเองในรูปแบบต่างๆให้กับประชาชนได้พิจารณาและมองเห็น ตัวตน พร้อมนำเสนอนโยบายจากตัวป้ายที่ติดประชาสัมพันธ์กันเกือบทุกพื้นที่

การรณรงค์ติดป้ายหาเสียงในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความมึน และ งวยงง ให้กับผู้ที่พบเห็นสัญจรผ่านไปผ่านมา เกิดความสงสัยจึงต้องหยุดดู ให้แน่ใจว่าคนติดป้ายติดป้ายผิด หรือผู้สมัครมีแนวความคิด มองการณ์ไกลไปข้างหน้า ใช้นิ้วชี้จี้ไปที่ขมับ บวกแนวความคิด ที่พร้อมจะพัฒนา และยกระดับความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนคนในพื้นที่ ให้ดีขึ้น หรือเปล่านะ ทำเอาประชาชนคนเดินผ่าน เอียงตัวคอเอียง กันอย่างฉงนช่างมึนหัวตึ๊บ





“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เตรียมเคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน

“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เตรียมเคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน


นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวอิสระ เบอร์22 ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าวและเก็บภาพกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญภายใต้แคมเปญ "เมืองไทย สีเขียวด้วยระบบขนส่ง EV" โดยจะมีการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของรถตุ๊กตุ๊กกว่า 100 คัน ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ เพื่อผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะให้เป็นระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการกำจัดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 และลดมลพิษทางเสียงในเขตเมือง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน ในขณะที่ยังคงรักษามนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ของตุ๊กตุ๊กไทยให้คงอยู่คู่กับการเป็นพาหนะพลังงานสะอาด ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ขนส่งสาธารณะให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เชียงใหม่มาแล้ว 

สำหรับไฮไลท์สำคัญของงานคือการสร้างภาพจำใหม่ผ่านขบวนรถตุ๊กตุ๊ก 100 คัน ท่ามกลางบรรยากาศสวนป่ากลางเมืองในช่วงอาทิตย์อัสดง พร้อมการแถลงรายละเอียดนโยบายเชิงลึกแต่ละด้าน โดยนางสาวกชพร เวโรจน์ ซึ่งจะครอบคลุมถึงมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เก่าสู่ระบบ EV เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์เร่งติดตามเงินเยียวยาที่ค้างจ่ายให้แก่ประชาชน ทั้งในส่วนของเงินประกันโควิด และเงินช่วยเหลือจากเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหว และเงินเยียวยา-เบี้ยเลี้ยงทหารชายแดน โดยจะมีทีมผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และทีมงานคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวอิสระเบอร์22 กว่า 20 ท่าน เข้าร่วมแสดงพลังเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคสะอาดและปลอดภัย คืนลมหายใจให้คนไทยอย่างยั่งยืนในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านถล่ม "กรมการข้าว" ใช้งบฯ ซื้อไม่เหมาะสม

ฝ่ายค้านถล่ม "กรมการข้าว" ใช้งบฯ ซื้อไม่เหมาะสม 

กรรมการข้าวไทย หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเกษตรกรชาวนาเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ แต่ที่ผ่านมาหลายต่อหลายปี หน่วยงานแห่งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไม่เหมาะสมในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการอภิปรายงบประมาณครั้งที่ผ่านมา ถูก ส.ส.ฝ่ายค้านถล่มด้วยประเด็นคำถามที่ว่างบประมาณกว่า 3,300 ล้านบาท ทำไมส่วนใหญ่จึงถูกใช้ในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งปลูกสร้าง แทนที่จะมุ่งไปที่การพัฒนาและกระจายเมล็ดพันธุ์ให้ถึงมือชาวนาอย่างทั่วถึง ตามภาระกิจของหน่วยงาน
โครงการที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ โครงการเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการตั้งงบประมาณสูงเกินไป และยังส่อในลักษณะเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางราย
กระทั้งล่าสุดกรมการข้าวได้เดินหน้าโครงการจัดจ้างก่อสร้างและติดตั้งระบบสูบน้ำพลังานแสดงอาทิตย์แบบผิวดิน ด้วยมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท และได้เปิดประมูลไปเป็นที่เรียบร้อย โดยให้เหตุผลในการทำโครงการว่า ระบบนี้จะติดตั้งในพื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ 13 จังหวัด เพื่อปรับปรุงระบบน้ำที่ใช้ในศูนย์ซึงจะทำให้การบริหารจัดการปรับปรุงและขยายพันธุ์ข้าวมีประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามก็หนีไม่พ้นความวุ่นวาย เมื่อกรมการข้าวประกาศผู้ชนะการประมูล ปรากฎว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้ชนะไม่ผ่านคุณสมบัติตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่เคยมีผลงานที่ตรงกับทีโออาร์ เป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่  
ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องพิสูจน์ เพราะอย่างที่บอกกรมการข้าว คือหน่วยงานสำคัญที่ชาวนาต้องพึ่งพิง การใช้งบประมาณจำเป็นต้องคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ อย่าทำปาบทำกรรมกับชาวนาอีกเลย

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ความท้าทายทางการคลังสำหรับรัฐบาลใหม่

 ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ความท้าทายทางการคลังสำหรับรัฐบาลใหม่



            ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งใน “โจทย์หิน” ที่กลายเป็นดัชนีชี้วัดฝีมือการบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ คือวิกฤตการณ์จัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตที่ “พลาดเป้า” ต่ำกว่าประมาณการณ์มากที่สุดใน กรมภาษี ในช่วงปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา โดยต่ำกว่าประมาณการณ์ถึง 11.8% ซึ่งสาเหตุไม่ได้มีแค่ปัญหาจากปัจจัยภายนอกด้านเศรษฐกิจ แต่เกิดจากการออกนโยบายที่ทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าหลายอย่างไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะกับสินค้าในหมวดยานยนต์ และยาสูบ

ปัญหาที่มีความเรื้อรังและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ “ภาษียาสูบ” ที่ไม่ได้เกิดจากนโยบายกระตุ้นการใช้สินค้าทดแทนแบบกลุ่มยานยนต์ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปิดช่องโหว่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 70,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 8 ปี นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนมาใช้ระบบโครงสร้างแบบ 2 อัตรา จึงเป็นความท้าทายของเหล่าผู้ท้าชิงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะต้องหามาตรการปิดรูรั่ว เพิ่มรายได้ให้กับรัฐในยุคที่ต้องการความยืนหยุ่นทางการคลังเพื่อป้องกันความท้าทายทางเศรษฐกิจจากภายนอกที่พร้อมถาโถมให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวลงมากกว่าเดิม




ในงานเวทีเสวนา “เลือกตั้ง 69 เลือกอนาคตภาษีไทย” จัดโดยสมาคมหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีการเชิญหัวหอกทีมเศรษฐกิจจากพรรคการเมืองต่างๆ มาแสดงวิสัยทัศน์ และให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ในมุมเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกร และสุขภาพ ไว้แตกต่างกัน สะท้อนถึงความยากในการหาจุดสมดุลในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ที่ทำให้ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แม้จะมีผลการศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่าให้เร่งปรับไปใช้โครงสร้างแบบอัตราเดียว



ผ่าตัดโครงสร้าง Single Tier ยุติวงจรภาษีบุหรี่ที่บิดเบี้ยว



ในมุมเศรษฐกิจ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี หัวหอกด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาชน แสดงความเห็นด้านการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยว่า พรรคประชาชนเสนอแนวทางปฏิรูประบบภาษีแบบยกเครื่องทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการขึ้นหรือลดอัตราภาษี แต่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ควบคู่กับการแก้ปัญหา

ระบบภาษีไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งฐานภาษีที่แคบและการจัดเก็บที่ไม่ทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บหลายส่วนโดยเฉพาะกรมสรรพสามิต ที่เสียรายได้จากการจัดเก็บภาษียานยนต์ต่ำกว่าเป้าหมายจากนโยบายที่หนุนการใช้รถไฟฟ้า และภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบ 2 อัตรา จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อมูลเชิงสถิติสนับสนุนข้อกังวลนี้อย่างชัดเจน เพราะนับตั้งแต่มีการนำระบบนี้มาบังคับใช้ในปี 2560 รายได้ภาษียาสูบของไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับ 6.8 หมื่นล้านบาทอีกเลย แต่กลับทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“คิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องกลับมาใช้ภาษีบุหรี่แบบเทียร์เดียว ให้คิดตามราคาในอัตราเดียวไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการใช้ช่องว่างในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราสูง แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับว่า ภาษีบุหรี่คงไม่ได้กลับมาเป็นรายได้หลักให้กับประเทศเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ทางแก้ไขนี้คือลดความซับซ้อน และที่สำคัญคือไม่ต้องมีใครมาพยายามซิกแซ็กเพื่อลดภาระภาษีอีก” ศิริกัญญา กล่าว

ส่วนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคม ศิริกัญญา แสดงความเห็นว่าถ้าเราสามารถเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าได้  เราก็คิดว่าก็น่าจะทดแทนภาษียาสูบที่หายไปได้บางส่วน แต่ว่าเราก็เข้าใจดีว่าสังคมมีความกังวลในเรื่องของผลกระทบต่อสุขภาพ ก็คงจะต้องมีการศึกษาให้ชัดเจนก่อนว่าจะทำอย่างไรกับบุหรี่ไฟฟ้า แต่เรื่องภาษีสรรพสามิตบุหรี่เราจะปรับให้เป็นเทียร์เดียวแน่นอน ในขณะที่เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าต้องขอกลับไปศึกษาก่อน อาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง

ซึ่งข้อมูลที่ ศิริกัญญากล่าวถึงและเห็นด้วยที่จะกลับมาใช้เทียร์เดียวนั้น สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) กับตัวเลขประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของไทยที่ลดลง นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการปรับโครงสร้างภาษีเป็น 2 อัตรา ในปี 2560 รายได้ภาษียาสูบของไทยก็ลดลงต่อเนื่อง จนในปีงบฯ 2568 จัดเก็บได้เพียงประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น


โครงสร้างภาษีที่เกษตรกรยาสูบต้องได้รับผลประโยชน์มากที่สุด


อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มองปัญหาภาษีสรรพสามิตยาสูบผ่านมิติปากท้องเกษตรกร และโครงสร้างอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้ศึกษาและทำอยู่แล้ว และกำลังจะเสนอให้มีการแก้ไข แต่เกิดปัญหายุบสภาไปเสียก่อน หากได้เป็นรัฐบาลแน่นอนว่าจะสานต่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งต้องเรียกสมาคม สมาพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับยาสูบมาคุยก่อน เพราะเป็นสิ่งที่กระทบกับเกษตรกรยาสูบทั่วประเทศ เราจะมองเพียงแค่การแก้ที่ภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูผลกระทบทุกอย่างโดยยึดเกษตรกรยาสูบเป็นหลักแล้วปลายทางคือสรรพสามิต

            “ผมมองว่าปัญหานี้ก็เหมือนกับการแก้ไขเรื่อง “สุราสี” ที่เคยเป็นผลงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ นโยบายนี้ช่วยลดการผูกขาดเรื่องการผลิตสุรา ก็เหมือนกับเรื่องยาสูบ ปลายทางไม่ใช่สรรพสามิตจะเก็บที่เท่าไหร่ แต่ปลายทางมันอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการเขาต้องการอะไร เราจะช่วยให้เกษตรกรยาสูบมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรากลับเข้าไปเป็นรัฐบาล เรื่องนี้จะต้องได้รับการแก้ไขแน่นอน และผมคิดว่าไม่น่าเกิน 60 วัน จะมีการเรียกประชุมเรื่องนี้ เพราะที่จริงเราจะทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องคุยกับเกษตรกรก่อน ผมเอาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ผมไม่เอา สสส. หรือ สรรพสามิต เป็นตัวตั้ง ทุกแนวทางการแก้ไขเกษตรกรใบยาสูบจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด” อรรถวิชช์ ย้ำ


ภาษีเพื่อสุขภาพ และการจัดสรรที่ต้องถึงมือท้องถิ่น



ในมิติของการสร้างความยั่งยืนทางการคลังด้วยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่มีประสิทธิภาพ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ตัวแทนจากพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เสนอแนวคิดที่ก้าวข้ามไปจากการจัดเก็บรายได้เพื่อเข้าคลังเพียงอย่างเดียว แต่เน้นไปที่การนำมาตรการทางภาษีมาเป็นเครื่องมือจัดการ “ต้นทุนทางสังคม” โดยมองว่าภาษีสรรพสามิตบุหรี่ก็เหมือน “ภาษีความเค็ม” ที่สามารถควบคุมเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของคนไทยได้ เราใช้มาตรการภาษีเพื่อลดการบริโภคเค็มได้ ก็ต้องใช้ในการลดการสูบบุหรี่ได้ และนำภาษีบาปเหล่านี้มาใช้เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของคนไทย

ดร.คเณศ กล่าวว่า “พรรคไทยก้าวใหม่เรามีนโยบายที่จะส่งเสริมในเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชน และในเรื่องของภาษีบุหรี่ ผมคิดว่ามีความจำเป็น แต่เราไม่ได้มีบทศึกษาที่ชัดเจน แต่เรามีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้สุขภาพของประชาชนเสื่อมเสียลง เราจะต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อให้สามารถเป็นทั้งรายได้เข้ารัฐด้วย แล้วก็เป็นการลดปริมาณการสูบบุหรี่ด้วย นอกจากบุหรี่ จริงๆ แล้วยังมีอย่างอื่นอีกเช่น กฎหมายโซเดียม กฎหมายความเค็ม ซึ่งอันนั้นน่ะคือมันคล้ายๆ กับบุหรี่ครับ คือทำให้เรามีสุขภาพที่แย่ลง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้จะต้องนำมาพิจารณาใหม่นะครับ แล้วก็แน่นอนคงต้องมีการปรับให้มีการรณรงค์ให้ลดการสูบบุหรี่ และหนึ่งในเครื่องมือนั้นก็คือการขึ้นภาษีให้มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อรัฐมากขึ้น และถ้าเราเก็บภาษีจากสินค้าที่ทำลายสุขภาพได้ เม็ดเงินเหล่านั้นไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นงบประมาณกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคืนกลับมาที่กองทุนสุขภาพหรือท้องถิ่น เพื่อเยียวยาและป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง”

แนวคิดที่ ดร.คเณศ กล่าวมานั้น สอดคล้องกับข้อมูลงบประมาณบัตรทอง (UC) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณสูงถึง 2.17 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่เสียไปกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโมเดลในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ออสเตรเลีย หรือ อังกฤษ ที่มีการจัดสรรภาษีสินค้าบาป (Sin Tax) เข้าสู่กองทุนส่งเสริมสุขภาพโดยตรง จะพบว่าสามารถลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้มากกว่าการจัดเก็บภาษีแบบเบี้ยหัวแตก ที่ไม่ได้นำมาใช้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การเสนอให้มีการขึ้นภาษีบาปไปพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบจัดสรรรายได้คืนสู่ท้องถิ่น จึงไม่ใช่แค่การหาเงินเพิ่ม แต่คือการวางรากฐานให้ “คนไทยป่วยน้อยลง” และ “ท้องถิ่นมีงบดูแลสุขภาพมากขึ้น” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ ดร.คเณศ มองว่าจะช่วยอุดรอยรั่วทางการคลังได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

“Siam Rimklong” พื้นที่พักผ่อนและการเรียนรู้ครบวงจร ริมคลอง บรรยากาศอบอุ่น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

  “Siam Rimklong” พื้นที่พักผ่อนและการเรียนรู้ครบวงจร ริมคลอง บรรยากาศอบอุ่น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_1

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_20

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_19

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_15

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_13

สยามริมคลอง (Siam Rimklong) แหล่งพักผ่อนและศูนย์การเรียนรู้ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติริมคลอง ที่ผสานความเรียบง่ายแบบไทยประยุกต์เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ เหมาะทั้งสำหรับการพักผ่อน การจัดกิจกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

ภายในพื้นที่ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ

ห้องพักบรรยากาศผ่อนคลาย

สระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน

ฟิตเนสสำหรับดูแลสุขภาพ

ห้องอบรมและห้องสัมมนาที่ทันสมัย

Siam Academy ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_18

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_17

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_16

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_14

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_12

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_11

นอกจากนี้ สยามริมคลองยังโอบล้อมด้วยธรรมชาติริมคลองอันร่มรื่น ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อน การเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอบรม สัมมนา กิจกรรมองค์กร หรือการพักผ่อนเชิงสุขภาพ

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_10

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_8

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_9

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_7

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_6

Siam Rimklong จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รวมทุกความสมบูรณ์แบบไว้ในที่เดียว ทั้งความสะดวกสบาย ความสงบ และโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถาม / จองห้องพัก และอบรม โทร. 083-449-8799

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_5

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_3

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_4

LINE_ALBUM_Siam%20Rimklong_260128_2

Laifen เดินหน้าขยายตลาดสู่ประเทศไทย เปิดตัวในงาน “Beyond The Limits” พร้อม “เก่ง หฤษฎ์” แบรนด์พรีเซนเตอร์ประจำประเทศไทย ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว

Laifen เดินหน้าขยายตลาดสู่ประเทศไทย เปิดตัวในงาน “Beyond The Limits” พร้อม “เก่ง หฤษฎ์” แบรนด์พรีเซนเตอร์ประจำประเทศไทย ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ...