วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ปิดฉากศึกซอฟท์เทนนิสกีฬาระหว่างโรงเรียนประจำปีการศึกษา 2568 แชมป์แต่ละรุ่นลุ้นกันเหนื่อย

 "น้องเนย" ฌัชชา กล่อมกมล และ"น้องซี" ธัชพงศ์ สะอาด คว้าดับเบิ้ลแชมป์ โดยมี นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทยเป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน


     วันนี้ ( 30 พ.ย.68 ) ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จ.ปทุมธานี วันสุดท้ายของการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสกีฬาระหว่างโรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งกรมพลศึกษา ร่วมกับสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันขึ้นระหว่างวันที่ 29 - 30 พ.ย.68 โดยมีผลการแข่งขันในรุ่นต่างๆดังนี้
     หญิงเดี่ยว 12 ปี เด็กหญิงนกรณ์ เกตุมะยูร จากนครนายกยังครองแชมป์ในรุ่นนี้อย่างเหนียวแน่นหลังหวดชนะ เด็หญิงวรัญญา ศรีเพ็ง ในรอบชิงชนะเลิศ 4 - 1 รองชนะเลิศอันดับสองร่วมได้แก่เด็กหญิงณัฐนรี สาสาร และเด็กหญิงณิชาภัทร ผ่องจำปี
     ชายเดี่ยว 12 ปีแชมป์เป็นของเด็กชายปิยะวัฒน์ มั่งคล้าย จากพิจิตรที่หวดชนะเด็กชายธนกร ไชยลังการ จากพระนครศรีอยุธยา ในรอบชิงชนะเลิศ 4 - 1 รองชนะเลิศอันดับสองเด็กชายสุทธิวิชญ์ อุไรวงค์ และเด็กชายชวนากร ธนีภาพ
     หญิงเดี่ยว 15 ปีแชมป์เป็นของเด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ นักหวดสาวลูกครึ่งไทย-กาน่าจากพิจิตรหลังหวดชนะเด็กหญิ
งใบบุญ ไกรโชค 4 - 0 รองชนะเลิษอันดับสองร่วมเด็กหญิงปิยะวรรณ ยั่งยืนกูล และเด็กหญิงกันยกร เกิดแก้ว
     ชายเดี่ยว 15 ปีนายภูมิภัทร เธียรชัยพงษ์ จากพิจิตรคว้าแชมป์ด้วยการหวดชนะนายกฤศวัฒน์ จันทร์ต๊ะแก้ว 4 - 0 รองชนะเลิศอันดับสองร่วมนายธนกร ไชยลังการ และเด็กชายชัชฌานนท์ บรรจงศิริ
     หญิงเดี่ยว 18 ปีนางสาวชิญญาดา วิทูประพัทธ์ คว้าแชมป์หลังโค่นสาวน้อยลูกครึ่งไทย-กาน่า เด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ ไปได้ 4 - 2 รองชนะเลิศอันดับสองนางสาววรรณิกา เพ็งประไพ และนางสาวสุภาวดี ศรีเพ็ง
     ชายเดี่ยว 18 ปีนายธัชพงศ์ สะอาด นักหวดหนุ่มวัย 16 ปีจากศรีสะเกษคว้าแชมป์หลังดวลเดือดชนะ นายนภัทร์ แซ่จีน จากสมุทรสงคราม 4 - 2 รองชนะเลิศอันดับ 2 นายปิยะสุวรรณ มั่งคล้าย จากพิจิตร และนายธนกฤษ พงศ์เศวต จากพิษณุโลก
     หญิงเดี่ยว 20 ปีนางสาวฌัชชา กล่อมกมล คว้าแชมป์กลับสุโขทัยหลังหวดชนะนางสาวอลิชา มายา ซีกเลอร์ สาวน้อยลูกครึ่งไทย-เยอรมัน จากศรีสะเกษ 4 - 1 รองชนะเลิศอันดับสองเด็กหญิงศิริกร พูนผล จากพิษณุโลก และเด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ จากพิจิตร
     ชายเดี่ยว 20 ปีแชมป์เป็นของนายภูมิภัทร เธียรชัยพงษ์ จากพิจิตรหวดชนะนายกฤติธี ปลื้มใจ จากสมุทรสงคราม 4 - 1 รองชนะเลิศอันดับ 2 นายธนกฤษ พงศ์เศวต จากพิษณุโลก และนายจิตติพัฒน์ อุ่นเจริญ
     หญิงเดี่ยวทั่วไป "น้องเนย" นางสาวฌัชชา กล่อมกมล คว้าแชมป์ที่ 2 ด้วยการหวดชนะนางสาวยิ่งลักษณ์ เจริญรักษ์ธนกุล จากกรุงเทพฯ 4 - 2 รองชนะเลิศอันดับ 2 นางสาวชฎามาส ไตรตระกูลสินธุ์ และเด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ
     ชายเดี่ยวทั่วไป "น้องซี" นายธัชพงศ์ สะอาด นักหวดหนุ่มจากศรีสะเกษคว้าดับเบิ้ลแชมป์กลับบ้านหลังหวดชนะ นายส่งเสริม แก้วสุขศรี 4 - 1 รองชนะเลิศอันดับ 2 นายอรรถพล อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายธนกฤษ พงศ์เสวต
    

 นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในการมอบถ้วยรางวัล-เหรียญรางวัล และเกียรติบัตรแก่นักกีฬาชนะเลิศลำดับต่างๆ และได้กล่าวหลังพิธีการมอบรางวัลว่า "การแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสกีฬาระหว่างโรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จที่น่าพอใจด้วยจำนวนนักกีฬาซอฟท์เทนนิสที่สมัครเข้าร่วมแข่งขันมากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มประชากรซอฟท์เทนนิสให้มากขึ้น และมั่นใจได้ว่าการแข่งขันในปีหน้าจะยังคงมีนักกีฬาซอฟท์เทนนิสหน้าใหม่เข้าร่วมแข่งขันมากขึ้น ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณกรมพลศึกษา , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี , กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ , นักกีฬา , ผู้ตัดสิน ตลอดจนผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งจนการแข่งขันปิดฉากลงด้วยความสำเร็จตามวัตถุประสงค์" นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสกล่าวทิ้งท้าย

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วช. แถลงผลพยากรณ์ R&D ปี 2567 – 2568 ชี้ทิศทางการลงทุนวิจัยไทยหนุนวางนโยบายเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

วช. แถลงผลพยากรณ์ R&D ปี 2567 – 2568 ชี้ทิศทางการลงทุนวิจัยไทย หนุนวางนโยบายเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม


วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงาน “แถลงข่าวผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567 - 2568” ภายในงาน “NRCT Forum 2025 : วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 66 ปี” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้แถลงผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567 – 2568 ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช. 8 ชั้น 1


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. แถลงผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ปี 2567–2568 เป็นตัวชี้วัดสำคัญใช้วัดขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของสถาบัน IMD โดยปี 2567 ประเทศไทยมีค่าใช้จ่าย R&D (GERD) 172,263 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.47 GERD/GDP ร้อยละ 0.93 ปี 2568 ค่าใช้จ่าย 174,158 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 1.10 GERD/GDP ร้อยละ 0.92 ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายสำคัญคือบุคลากรวิจัยและ GDP ปี 2567 บุคลากรเพิ่มร้อยละ 8.42 ปี 2568 ลดไม่มากร้อยละ 0.66 คาดว่าลดลงในกลุ่มเกษียณอายุ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายยังเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่าย R&D ส่วนใหญ่ในภาคเอกชนร้อยละ 66 ภาคการผลิตยังคงอยู่ในสัดส่วนสูงสุด (ร้อยละ 48) ถัดมาภาคบริการ (ร้อยละ 35) และค้าส่งค้าปลีก (ร้อยละ 17) SMEs มีแนวโน้มลงทุนวิจัยเพิ่มและมีความต้องการมาตรการสนับสนุนจากรัฐ การเข้าถึงมาตรการรัฐที่สะดวกไม่ซับซ้อน การผลิตเน้นลงทุนในสาขาอาหาร เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์การกลั่นปิโตรเลียม อุปกรณ์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ภาคบริการเน้นการเงิน การบริหาร และสุขภาพ ค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มตาม GDP ปี 2567 ร้อยละ 4.42 ปี 2568 ร้อยละ 2.21 งานวิจัยภาครัฐเน้นด้านการแพทย์และสุขภาพ การบริการและท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การพัฒนหลักสูตรนวัตกรรมการเรียนรู้ การผลิตและแปรรูปเกษตร อาหาร การบริหารจัดการน้ำ การจัดการฝุ่น PM 2.5 ส่วนบุคลากร R&D รายหัว ปี 2567 มี 239,202 คน เพิ่มจากปีก่อนร้อยละ 8.42 ปี 2568 ลดเหลือ 237,615 คน นักวิจัยส่วนใหญ่ร้อยละ 87 อายุ 25 – 54 ปี โดย อว. มีนโยบายสนับสนุนการผลิตบุคลากรวิจัยให้ตอบโจทย์ และ วช.ให้ควความสำคัญการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัยและนวัตกรรมให้บรรลุเป้าหมาย 10,800 คน ปี 2566–2570 สนับสนุนขีดความสามารถแข่งขันและเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม 


นอกจากนี้ ยังมีการเสวนานโยบายการลงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอนาคตไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้กล่าวถึง นโยบายการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) โดยมีเป้าหมายคือยกระดับการพัฒนาประเทศ สร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (IDE) และเพิ่มงบวิจัย (GERD) ผ่านมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึง แนวทางการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเน้นผลักดันผลงานวิจัยสู่ SME/STARTUP/SPIN-OFF การสร้างระบบระบบนิเวศนวัตกรรม เปลี่ยนผ่านจากการให้ทุนสู่การร่วมลงทุน ผ่านมาตรการ/กลไกสำคัญ อาทิ TRIUP การจัดตั้ง University Holding Company (UHC) ให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถนำผลงานวิจัยไปร่วมลงทุนและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
และ ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ความเชื่อมโยงระหว่างนวัตกรรมกับ GDP โดยเน้นย้ำความสำคัญของการยกระดับเทคโนโลยีจากระดับ "Incremental" เป็น "Disruptive" และกลยุทธ์การฉีดนวัตกรรมเข้าไปในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและราคาสูงขึ้น

ทั้งนี้ งาน “แถลงข่าวผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567 - 2568” เพื่อประกาศตัวเลขคาดการณ์ด้านค่าใช้จ่ายและบุคลากรวิจัยของประเทศ ให้หน่วยงานรัฐ เอกชน และผู้กำหนดนโยบายใช้เป็นข้อมูลวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สะท้อนสถานการณ์และแนวโน้มการลงทุนวิจัยอย่างโปร่งใส พร้อมชี้ประเด็นท้าทาย – โอกาสสำคัญของประเทศ และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวนโยบายการลงทุนวิจัยระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วช. จัดแถลงข่าว “ระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าจำเป็น และยาเวชภัณฑ์สำหรับการจัดการภัยพิบัติอุทกภัยในประเทศไทย” เตรียมพร้อมนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมช่วยภัยพิบัติอุทกภัยภาคใต้

วช. จัดแถลงข่าว “ระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าจำเป็น
และยาเวชภัณฑ์สำหรับการจัดการภัยพิบัติอุทกภัยในประเทศไทย”
เตรียมพร้อมนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมช่วยภัยพิบัติอุทกภัยภาคใต้

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าว “ระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าจำเป็นและยาเวชภัณฑ์สำหรับการจัดการภัยพิบัติอุทกภัยในประเทศไทย” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช. 8


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติอุทกภัยและสถานการณ์ฉุกเฉินที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในปัจจุบัน ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน วช. ตระหนักถึงความจำเป็นในการต่อยอดนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์อย่างเร่งด่วน โดยได้ต่อยอดงานวิจัยเรื่อง ‘ระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา’ (Smart Medical Supply) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการจัดสรรและกระจายเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาให้แก่โรงพยาบาลตามความต้องการ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลน ลดระยะเวลาการช่วยเหลือที่ล่าช้า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบสาธารณสุข จึงได้นำระบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการจัดส่งสิ่งของจำเป็นไปยังโรงพยาบาลและศูนย์พักพิงต่าง ๆ ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทั่วถึงและทันต่อเหตุการณ์ยิ่งขึ้น


ภายในงานมีการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “ระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าจำเป็นและยาเวชภัณฑ์ สำหรับการจัดการภัยพิบัติอุทกภัยในประเทศไทย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, รองศาสตราจารย์ ดร. ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คุณเตชะ บุณยะชัย รองประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย, นายสุรเดช เจียรยืนยงพงศ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย และนางสาวสิรินทร เจริญกิจวิวัฒน์ นายกสมาคมสมาคมดิจิทัลซัพพลายเชนเพื่อความยั่งยืน กล่าวถึง การนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาปรับใช้และต่อยอดเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบการจัดการโลจิสติกส์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยเน้นความร่วมระหว่างเครือข่ายและสมาพันธ์ในการออกแบบระบบช่วยเหลือและประสานงานเพื่อให้สามารถนำส่งสิ่งของจำเป็นไปสู่ผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวถึงการต่อยอดนำเทคโนโลยีโดรนมาจัดส่งสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่เข้าถึงยาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบรรเทาและฟื้นฟูสถานการณ์

ทั้งนี้ วช. มุ่งหวังว่าเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากผลงานวิจัยจะสามารถสนับสนุน บรรเทา และฟื้นฟูสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมส่งต่อพลังน้ำใจ เติมเต็มความห่วงใยให้ถึงมือผู้ประสบอุทกภัย โดยสามารถบริจาคสิ่งของได้ที่ศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหาดใหญ่และภาคใต้ วช. ณ อาคาร วช.7 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เลขที่ 196 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ทุกวันระหว่างเวลา 07:00 - 20:00 น. หรือบริจาคเงินได้ที่ เลขที่บัญชี 065-0-09520-0 ธนาคาร กรุุงไทย ชื่อบัญชี เงินกองทุนสวัสดิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 4 ธันวาคม 2568

“สุรศักดิ์” ร่วมเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน มุ่งสร้าง "ประชาคมแห่งอนาคตร่วม" ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

“สุรศักดิ์” ร่วมเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน มุ่งสร้าง "ประชาคมแห่งอนาคตร่วม" ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

1000032498

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไทย–จีน สานพลังขับเคลื่อนอนาคตด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” โดยมี ศ.เกา เสียง ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) เป็นประธานร่วมเปิดงาน และมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้บริหารสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

1000032494

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างไทย–จีน เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายดำเนินความร่วมมือมากว่า 40 ปี มากกว่า 900 โครงการ โดยกว่า 700 โครงการอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวง อว. ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงก่อให้เกิดความก้าวหน้าในเชิงวิชาการ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “สะพานองค์ความรู้” เชื่อมโยงประชาชน สถาบันและนักวิจัยของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน อีกด้วย

1000032497

“นอกจากนี้ ความร่วมมือไทย-จีน ได้ขยายตัวในสาขาที่มีบทบาทสำคัญต่อการรับมือความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Big Data, เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม, การจัดการทรัพยากรน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เทคโนโลยีอวกาศ และความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือไทย–จีนจะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป และคำว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จะยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันงดงามและยั่งยืนของทั้งสองประเทศ” นายสุรศักดิ์ กล่าว

1000032495

ด้าน ศ.เกา เสียง ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) กล่าวว่า ปีนี้เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน การสถาปนาความสัมพันธ์ในปี 2518 เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลลึกซึ้งต่ออนาคต และเป็นรากฐานของมิตรภาพอันยาวนาน ประเทศจีนและไทยได้พัฒนาจาก “มิตรบ้านใกล้เรือนเคียง” สู่ “ประชาคมร่วมชะตา” ที่เติบโตร่วมกันทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม 

1000032502

นอกจากนี้ ศ.เกา เสียง ได้เสนอทิศทางความร่วมมือในอนาคต 3 ประการ ได้แก่

1) การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนา โดยมองว่ารูปแบบการพัฒนาของจีนสามารถเป็นแรงบันดาลใจแก่ประเทศกำลังพัฒนาได้

2) การเสริมจุดแข็งเดิมและสร้างจุดเติบโตใหม่ร่วมกัน เช่น ความร่วมมือด้าน EEC, BRI, ห่วงโซ่อุตสาหกรรม,

AI, เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ

3) การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยยกระดับบทบาทของจีน–ไทยให้เป็น “ต้นแบบของประเทศในโลกใต้” สนับสนุนอาเซียน ระบบพหุภาคี และสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “ประชาคมร่วมชะตาของมนุษยชาติ”

1000032512

ด้าน ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง วช. และ CASS ที่มีความต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ครอบคลุมด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การจัดสัมมนาวิชาการ และการเผยแพร่องค์ความรู้ ซึ่งความร่วมมือนี้นำไปสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน CASS–NRCT CCS” และได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ณ กรุงปักกิ่ง และเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 

1000032509

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล และ ศ.เกา เสียง ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงหนังสือซึ่งรวบรวมหนังสือ 87 เรื่อง โดนเฉพาะอย่างยิ่ง "สีจิ้นผิง: การปกครองของจีน" ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของจีน นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของสีจิ้นผิงเกี่ยวกับการทูต, ประชาคมโลกแห่งอนาคตร่วมกัน, ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI), มิตรภาพอันยาวนานระหว่างจีนและไทย ฯลฯ ซึ่งหนังสือทั้งหมดได้ส่งมอบเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้านจีนศึกษา ให้แก่ ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสถาบันสังคมศาสตร์จีน เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจต่อไป

1000032504

สำหรับงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” จัดขึ้นโดย วช. ร่วมกับ CASS ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์วิจัยจีน CASS–NRCT CCS ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทางวิชาการไทย–จีนให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างองค์ความรู้เชิงลึกด้านไทย–จีน รวมถึงศึกษาและการเปิดพื้นที่เชื่อมโยงประชาชนจากทั้งสองประเทศให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น และเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของมิตรภาพไทย–จีน มุ่งเสริมสร้าง “ประชาคมไทย–จีน แห่งอนาคตร่วม” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

1000032496

1000032513

1000032504

การอบรมครู “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps”

การอบรมครู “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ 
ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps”

 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00-09.30 น. ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ในฐานะที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำวุฒิสภา คณะกรรมาธิการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มาเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในการอบรมครู “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ณ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีและได้บรรยายพิเศษ 


สรุปได้ดังนี้
 กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้ทดลองใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของประเทศนั้น โรงเรียนต้นแบบได้ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือให้นักเรียนนำไปสู่การสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองทั้งในระดับความคิดรวบยอดและหลักการ และยังสามารถสร้างผลผลิต ผลงาน โครงงาน นำไปสู่ปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อเตรียมนำไป ต่อยอดสร้าง AI ผ่านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการสะท้อนสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และมีความก้าวหน้าอย่างมาก ในโรงเรียนนี้มีการจัดให้มีการอบรมพัฒนาครูในเรื่อง “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” นับเป็นที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากและเป็นที่ยืนยันได้ว่า กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะช่วยทำให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้และดำเนินการวัดและประเมินผล ที่จะสะท้อนให้เห็นสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วช. เปิด “หอจดหมายเหตุ วช.” อย่างเป็นทางการ ชูเป็นคลังข้อมูลประวัติศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม

วช. เปิด “หอจดหมายเหตุ วช.” อย่างเป็นทางการ  ชูเป็นคลังข้อมูลประวัติศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้จัดพิธีเปิด "หอจดหมายเหตุ วช." อย่างเป็นทางการ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคาร วช. 8 ชั้น 2  โดยพิธีเปิดจัดขึ้นในงาน NRCT Forum 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา วช. ปีที่ 66 ภายในงานมีผู้ทรงคุณวุฒิ แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดพื้นที่สำคัญที่จะทำหน้าที่เก็บรักษาและถ่ายทอดมรดกทางวิชาการด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวเปิดหอจดหมายเหตุ วช. โดยกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของ วช. ซึ่งกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยในการวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ตั้งแต่การประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 และจัดตั้ง "สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ" เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2502 เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางด้านการวิจัย โดย วช. ได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตที่ตระหนักถึงคุณค่าการวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาประเทศ รวมถึงรำลึกถึงคุณูปการของผู้บริหารและคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติในอดีตทุกท่าน ที่ได้ร่วมวางรากฐานการบริหารจัดการงานวิจัยของชาติไว้อย่างมั่นคง จนทำให้ วช. สามารถสานต่อพันธกิจภายใต้คำขวัญ “66 ปี วช. สานพลังองค์ความรู้ เชิดชูคุณค่านักวิจัย ยกระดับอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

หอจดหมายเหตุ วช. ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังข้อมูลประวัติศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพสู่แรงบันดาลใจของแผ่นดิน และนำเสนอ 6 ทศวรรษแห่งองค์ความรู้เพื่อก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 แห่งอนาคตไทย ภายในหอจดหมายเหตุ วช. ยังประกอบด้วยส่วนจัดแสดงที่สำคัญ อาทิ ทำเนียบผู้บริหารผู้ขับเคลื่อนงานวิจัย 'จากพลังคน สู่พลังปัญญา' เช่น ทำเนียบประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติและผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมถึงเรื่องราวการสร้างพลังปัญญาและการต่อยอดทุนวิจัยของประเทศ

นอกจากนี้ ยังจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการรักษามาตรฐานงานวิจัย สู่ผลงานและนวัตกรรมที่เป็นทุนทางปัญญาที่สำคัญ การวางรากฐานการวิจัยที่ยั่งยืน การเชิดชูเกียรติและต่อยอดความสำเร็จงานวิจัยไทย ไปจนถึง “พื้นที่เกียรติยศ NRCT Hall of Pride” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและความสำเร็จในการพัฒนาประเทศด้วยพลังของงานวิจัยและนวัตกรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยมีพิธีตัดริบบิ้นเปิดหอจดหมายเหตุ วช. โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง พร้อมด้วยผู้บริหาร วช. ร่วมบันทึกภาพ และเยี่ยมชมหอจดหมายเหตุ
 

ดร.วิภารัตน์ฯ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดตั้งหอจดหมายเหตุ วช. จนสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่าหอจดหมายเหตุแห่งนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่เก็บรักษามรดกทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและพลังขององค์ความรู้ที่ขับเคลื่อนประเทศมาอย่างยาวนาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพื้นที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อช่วยยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมของไทยให้ก้าวไกลและประสบความสำเร็จในภารกิจการพัฒนาประเทศต่อไป

วช. จัดแข่งขันและมอบรางวัล “หนูน้อยจ้าวเวหา สนามพิเศษ” ยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยด้านเทคโนโลยีอากาศยานและโดรน

วช. จัดแข่งขันและมอบรางวัล
“หนูน้อยจ้าวเวหา สนามพิเศษ”
ยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยด้านเทคโนโลยีอากาศยานและโดรน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดการแข่งขันเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ (รอบพิเศษ) “หนูน้อยจ้าวเวหา Young Pilot Coding Challenge : Special Edition” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 66 ปี ณ ลานนิทรรศการหมุนเวียน วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสาววันทนีย์ เหลืองวิสุทธิ์ศิริ เลขานุการสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ผู้บริหาร และผู้ทรงคุณ วช. ร่วมให้กำลังใจและต้อนรับผู้เข้าแข่งขันจากทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 - 27 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานนิทรรศการหมุนเวียน วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


การแข่งขันครั้งนี้มุ่งส่งเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และการเขียนโปรแกรม รวมถึงทักษะเชิงลึกด้านการออกแบบอากาศยาน การควบคุมระบบ การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพผ่านภารกิจที่ท้าทายและซับซ้อน เพื่อพัฒนาทักษะ STEM และสร้างพื้นฐานความเข้าใจเทคโนโลยีอากาศยานสมัยใหม่ รองรับการก้าวสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติในอนาคต มีทีมเยาวชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 32 ทีม เพื่อชิงรางวัล ทุนการศึกษา และโอกาสศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม


ภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน วช. ได้จัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าแข่งขันที่ทำผลงานโดดเด่น โดยมีผู้บริหาร วช. และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับร่วมแสดงความยินดี ผลการแข่งขันประกอบด้วย

รางวัลชนะเลิศ: ทีม Gifted KC - Fly boys จากโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง: ทีมลือคำหาญวารินชำราบ จากโรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง: ทีมพระปฐมวิทยาลัย ทีม 3B จากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย

รางวัลชมเชย: ทีม GP-Tech ลือคำหาญ จากโรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ และทีม Gifted KC - มะนาวโจมตี จากโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์


กิจกรรม “หนูน้อยจ้าวเวหา Young Pilot Coding Challenge : Special Edition” นับเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะด้านอากาศยานให้แก่เยาวชนไทย พร้อมผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นนักพัฒนาด้านอากาศยานและนวัตกรรมดิจิทัลในอนาคต

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สะท้านวงการศึกษาใต้ “ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่” Active Learning + CEFR + Gold Experience จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ส่งแรงกระเพื่อมถึงกระทรวงศึกษา!

สะท้านวงการศึกษาใต้  “ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่”  Active Learning + CEFR + Gold Experience จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ส่งแรงกระเพื่อมถึงกระทรวงศึกษา!


  ในห้วงเวลาที่ระบบการศึกษาไทยกำลังถูกตั้งคำถามว่าเราจะยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้ทัดเทียมสากลได้อย่างไร? การปฏิรูปควรเริ่มตรงไหน? “ครู” ต้องปรับบทบาทอย่างไรในยุคดิจิทัล?  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง-กระบี่ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญให้วงการศึกษาภาคใต้ ด้วยการจัดอบรมหัวข้อ “การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และ CEFR ด้วยสื่อ Gold Experience” เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา
      
นี่ไม่ใช่อบรมธรรมดา แต่เป็น “ประกาศแผนเปลี่ยนสนามเรียนรู้” ที่มีเป้าหมายปลุกศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้กลายเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงมาตรฐานระดับโลก จุดเริ่มต้นแรงสั่นสะเทือน-เสียงจากผู้บริหารพื้นที่ เพื่อปลุกการศึกษาภาคใต้
         
นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง-กระบี่ จุดประกายแรกบนเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ครูต้องเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่ผู้บรรยาย การสอนภาษาอังกฤษวันนี้ไม่สามารถยึดแบบเดิมได้อีกต่อไป Active Learning และมาตรฐาน CEFR คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรามีเสียงบนเวทีโลกได้จริงเขาย้ำว่า ภาคใต้มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความหลากหลาย ซึ่งควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นพลังในการผลักดันศักยภาพเยาวชนให้ไกลกว่าขอบเขตจังหวัดหรือประเทศ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อ “ใช้ได้จริง” และ “เปลี่ยนชีวิตได้จริง”คำกล่าวนี้เรียกเสียงปรบมือจากครูผู้เข้าร่วมอบรมหลายสิบโรงเรียนอย่างกึกก้อง เป็นสัญญาณว่า “จุดไฟพร้อมลุกแล้ว”

       
 มุมมองระดับประเทศ-เสียงจาก ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบัน พว. 
ท่ามกลางการขับเคลื่อน Active Learning ทั่วประเทศ ชื่อของ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลักดันเชิงวิชาการระดับชาติ ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้แบบ Active Learning กลายเป็น “หัวใจของการพัฒนาผู้เรียนไทย” ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเวทีระดับประเทศว่า “Active Learning ไม่ใช่วิธีสอน แต่คือระบบคิดใหม่ของห้องเรียน ห้องที่เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เชื่อมโยงความรู้ สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด ครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอด เป็นผู้ออกแบบและโค้ชการเรียนรู้” คำกล่าวนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของการอบรมในตรัง-กระบี่ครั้งนี้ เพราะเป็นตัวชี้ว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทครูไม่ใช่เพียง “เทรนด์” แต่คือการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ ดร.ศักดิ์สินยังชี้ว่า การใช้สื่อที่ออกแบบบนมาตรฐาน CEFR จะช่วยให้ Active Learning เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน เพราะ
• กิจกรรมถูกกำหนดตามระดับสมรรถนะ 
• ครูวัดผลได้ชัดเจน ไม่สอนลอย 
• ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนอย่างเป็นระบบ 
          บริบทนี้ทำให้การอบรมของตรัง–กระบี่ กลายเป็น “ภาพจำลอง” ของการปฏิรูปที่ พว. และนักวิชาการระดับประเทศผลักดันมาโดยตลอด วิทยากรตัวจริงเสียงจริง เปิดโลก CEFR ให้ครูใต้เข้าใจแบบถึงแก่น 

            บนเวทีการอบรมครั้งนี้ อาจารย์ฐานิสรณ์ เลขทิพย์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้คร่ำหวอดด้านการพัฒนาครูภาษาอังกฤษ คือผู้นำทัพสำคัญ เขาเล่าให้เราฟังอย่างลึกซึ้งว่า “ครูส่วนใหญ่รู้จัก CEFR แต่ไม่เคยเข้าใจวิธีใช้มันจริง ๆ การอบรมวันนี้คือการพาคุณครูกลับมารู้จักระดับความสามารถทางภาษาใหม่ทั้งหมด ว่าเด็กที่ A1 ทำอะไรได้ เด็กที่ B1 ควรผลิตงานแบบไหน แล้วครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ตรงระดับ… ไม่สอนไหลไปตามตำรา แต่สอนตรงสมรรถนะผู้เรียนจริง ๆ” อาจารย์ฐานิสรณ์ ยังชี้ให้เห็นว่าชุดสื่อ Gold Experience ซึ่งยึดตาม CEFR เป็นแกนนำ จะช่วยครูลดภาระการเตรียมงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพกิจกรรม Active Learning ได้มหาศาล เพราะมีโจทย์ ฟังก์ชันภาษา งานเขียน และกิจกรรมสื่อสารที่แตกต่างตามระดับจริง ไม่ใช่สื่อแบบ “One size fits all” เหมือนที่พบทั่วไป

          เสียงสะท้อนจากโรงเรียนชั้นนำในกระบี่ มุมมองที่คมชัดจากผู้ปฏิบัติจริง
          อาจารย์สุภาพร กิ่งเล็ก ผู้จัดการศูนย์ HCEC โรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล จ.กระบี่ ผู้เข้าร่วมอบรม ย้ำถึงความสำคัญของการประกาศจุดยืนใหม่ของครูในยุคนี้ว่า “เด็กสมัยนี้กล้าพูด กล้าถาม กล้าลอง แต่บางครั้งสื่อไม่เอื้อ และครูไม่กล้าปล่อยให้เด็กคิดเอง Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมลุกเดินในห้อง แต่คือการปล่อยให้เด็กออกแบบความคิดของตัวเอง เรารอวันนี้มานาน  วันที่ภาคใต้จะเริ่มพูดถึงคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษในเชิงมาตรฐานระดับสากลอย่างจริงจัง”เธอยังกล่าวถึงประโยชน์จากการได้ใช้ Gold Experience ว่าเนื้อหาและโครงสร้างการสอน “ชัดเจน ตรงระดับ และสนับสนุนการสร้างสมรรถนะของผู้เรียนแบบจับต้องได้”

          เสียงครูรุ่นใหม่จากตรัง เห็นภาพการสอนใหม่ทั้งระบบ  ครูณิชกานต์ วงเวียน โรงเรียนสามัคคีศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกตรงไปตรงมาว่า “นี่คือครั้งแรกที่เห็นภาพการสอน Active Learning + CEFR แบบครบวงจร ขึ้นห้องเรียนได้ทันที ไม่ใช่อบรมแล้ววางเอกสารทิ้ง”เธอบอกว่าการใช้ GPAS 5 Steps ช่วยสร้างทักษะคิดขั้นสูง (HOTS) ได้ตรงจุด
กิจกรรมอบรมสุดเข้มข้น คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม 
• วิเคราะห์ Active Learning แบบลงมือทำ
• ไขรหัส CEFR A1–C1 
• เจาะโครงสร้างสื่อ Gold Experience
เวิร์กช็อปวางแผนการสอน 4 ทักษะ
• ฝึกสร้าง Rubric แบบ CEFR
• ลงมือออกแบบกิจกรรมตาม GPAS 5 Steps
ครูต่างบอกว่า “อบรมวันเดียวเหมือนเรียนคอร์สใหญ่หลายวัน”

       
แรงกระเพื่อมสู่ส่วนกลาง ภาคใต้พร้อมแล้วการอบรมครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ตรัง–กระบี่กำลังขยับสู่โมเดลใหม่ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดระดับประเทศที่ ดร.ศักดิ์สิน และสถาบัน พว. ผลักดันมาตลอด คือ
ครู = ผู้ออกแบบ
ผู้เรียน = ผู้สร้างความรู้
Active Learning = กระบวนการหลัก
CEFR = มาตรฐานกลาง
สื่อคุณภาพ = เครื่องมือสำคัญ
นี่คือสัญญาณเตือนไปถึงส่วนกลางว่า ภาคใต้พร้อมเดินหน้า ขอเพียงนโยบายต่อเนื่อง
บทสรุป ไฟที่เริ่มจากตรัง-กระบี่ อาจลามทั่วประเทศ
การอบรมครั้งนี้พิสูจน์ว่า เมื่อครูมีเครื่องมือที่ดีและการสนับสนุนที่ถูกต้อง พลังของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาก็เกิดขึ้นได้จริงดังที่ ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวว่า “การปฏิรูปการเรียนรู้เริ่มต้นที่ครู เมื่อครูเปลี่ยน ห้องเรียนก็เปลี่ยน และผู้เรียนจะเปลี่ยนตาม”ภาคใต้ได้ยืนยันแล้วว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชา แต่คือ “กุญแจเปิดโลก”และถ้าการพัฒนาครูยังเดินหน้าต่อเนื่อง - แรงสั่นสะเทือนจาก ตรัง–กระบี่ วันนี้ อาจกลายเป็นคลื่นใหญ่ที่พาการศึกษาไทยทั้งระบบก้าวสู่ยุคใหม่ในไม่ช้า.

Laifen เดินหน้าขยายตลาดสู่ประเทศไทย เปิดตัวในงาน “Beyond The Limits” พร้อม “เก่ง หฤษฎ์” แบรนด์พรีเซนเตอร์ประจำประเทศไทย ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว

Laifen เดินหน้าขยายตลาดสู่ประเทศไทย เปิดตัวในงาน “Beyond The Limits” พร้อม “เก่ง หฤษฎ์” แบรนด์พรีเซนเตอร์ประจำประเทศไทย ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ...